“เอทีเอ็ม” ครบ 50 ปีแล้ว

28 มิถุนายน 2560


เมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา ถือเป็นวันครบรอบ 50 ปี ของกำเนิดเครื่องเอทีเอ็ม หรือ ATM ซึ่งเป็นคำย่อจาก Automatic Teller Machine

เกือบจะทุกคนตอนนี้ต้องมีบัตรเอทีเอ็มเพื่อถอนเงินสด โอนเงิน หรือทำธุรกรรมด้านการเงินอื่นๆ ผ่านตู้เอทีเอ็มที่ทางธนาคารพานิชย์บริการ แต่น้อยคนที่จะรู้ว่าเอทีเอ็มถือกำเนิดมาได้อย่างไร

เรื่องนี้ต้องให้เครดิตกับธนาคารบาร์คเลย์ของอังกฤษ (Barclays Bank) ซึ่งได้นำเอทีเอ็มมาใช้งานเมื่อ 50 ปีที่แล้ว โดยเปิดบริการที่สาขาทางตอนเหนือของลอนดอน ผู้คิดเครื่องเอทีเอ็มคือนักประดิษฐ์ชาวสกอตชื่อ John Shepherd-Barron เขาสังเกตเห็นว่า เขาซื้อช็อคโกแลตได้จากเครื่องที่จ่ายช็อคโกแลต จึงเกิดความคิดจะสร้างเครื่องที่จะจ่ายเงินสดได้ ตู้เอทีเอ็มจึงเกิดขึ้นมา โดยติดตั้งในกำแพง ทำให้เรียกกันว่า hole in the wall ในตอนแรก

เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของระบบเอทีเอ็มคือ ระบบคอมพิวเตอร์ที่รวบรวมข้อมูลบัญชีเงินฝากของลูกค้าธนาคารไว้ในฐานข้อมูล กับเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูล ทำให้สามารถเชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ออกไปทั่วเมือง ทั่วประเทศ และทั่วโลกได้ ผู้ใช้บัตรเอทีเอ็มสามารถเบิกเงินจากธนาคารได้จากตู้เอทีเอ็มที่ติดตั้งอยู่ในเกือบทุกหนแห่ง

ทุกครั้งที่ลูกค้าใช้บัตรเอทีเอ็มกับตู้เอทีเอ็ม จะมีการสื่อสารข้อมูลไปยังฐานข้อมูลกลางที่สำนักงานใหญ่ของธนาคาร ซึ่งบรรจุข้อมูลยอดเงินฝากและการฝากการถอนเงินของลูกค้าไว้ ฐานข้อมูลนี้เรียกว่าฐานข้อมูลกลาง และด้วยระบบการสื่อสารข้อมูลในลักษณะเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้เข้าถึงข้อมูลได้จากระยะไกล อีกทั้งคอมพิวเตอร์ยังช่วยประมวลผลรายการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เช่น การฝาก การโอน และการถอน ที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

การประมวลผลอัตโนมัติด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสื่อสารข้อมูลในระบบเครือข่ายนี้ เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นความสำคัญของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในงานต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อองค์การและธุรกิจได้อีกมหาศาล




สำหรับประเทศไทย ธนาคารไทยพาณิชย์เป็นเจ้าแรกที่นำเครื่องฝากและถอนเงินอัตโนมัติ หรือเอทีเอ็มมาใช้ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2526 เรียกว่า "บริการเงินด่วน" ให้บริการนำฝาก ถอน โอนเงิน และสอบถามยอดบัญชี ยุคแรกเอทีเอ็มเบิกใช้ได้เฉพาะบัญชีธนาคารนั้นๆ จนกระทั่งเกิดระบบเอทีเอ็มพูล เพียงมีบัตรเอทีเอ็มก็สามารถถอนเงินหรือฝากเงินจากตู้ของธนาคารใดก็ได้

  • อ่านเรื่องอื่นๆ


  • สศก.เผยข้าวโพด-ปาล์ม-ข้าวล้นตลาด ฉุดดัชนีราคาสินค้าเกษตร




    สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุ ดัชนีผลผลิตเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6.86% ขณะที่ดัชนีราคาสินค้าเกษตรปรับตัวลง 2.84% ด้านดัชนีรายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้น 3.83% คาดในเดือนมิถุนายน ดัชนีราคาและผลผลิตจะเพิ่มขึ้น ดึงรายได้ของเกษตรกรให้เพิ่มขึ้นเช่นกัน

    นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง ภาวะเศรษฐกิจการเกษตร วัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือนพฤษภาคม 2560 พบว่า ลดลงจากปีก่อน 2.84%

    สินค้าที่ราคาปรับลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สับปะรดโรงงาน และสุกร เนื่องจากปริมาณสินค้าเข้าสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น ขณะที่การบริโภคไม่ขยายตัว สำหรับสินค้าที่ราคาปรับสูงขึ้น ได้แก่ ยางพารา มังคุด และไก่เนื้อ คาดว่าในเดือนมิถุนายน 2560 ดัชนีราคาสินค้าเกษตรจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน

    ด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนพฤษภาคม 2560 พบว่า เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6.86% สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน และกุ้งขาวแวนนาไม สินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ยางพารา สำหรับดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรในเดือนมิถุนายน คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน

    ทั้งนี้ ภาพรวมดัชนีรายได้เกษตรกรในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3.83% จากดัชนีผลผลิตปรับตัวขึ้น 6.86% ส่วนเดือนมิถุนายน คาดว่ารายได้ของเกษตรกรปรับตัวเพิ่มขึ้น จากทิศทางดัชนีราคาและดัชนีผลผลิตที่ยังคงขยายตัว

  • อ่านเรื่องอื่นๆ


  • อดีตผู้ว่าฯ ธปท. ห่วงหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์-หนี้อสังหาริมทรัพย์




    อดีตผู้ว่าฯแบงก์ชาติห่วงปัญหาหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์-หนี้อสังหาริมทรัพย์ เป็นจุดเสี่ยงเศรษฐกิจไทย แนะเร่งแก้หวั่นซ้ำรอยปี 40

    นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานเสวนา “20 ปีวิกฤตต้มยำกุ้ง : อดีตสู่อนาคต” ระบุว่า หลังเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ทุกฝ่ายมีบทเรียน และทำงานอย่างหนักจนเศรษฐกิจไทยมีสมดุล มีดุลบัญชีเกินสะพัด มีทุนสำรองระหว่างประเทศสูง แต่ก็ไม่ควรประมาท เพราะวิกฤตเกิดขึ้นได้ตลอด โดยเฉพาะเมื่อพูดว่าไม่มีวิกฤต

    จุดที่ต้องจับตามองคือ ความมั่นคงของสหกรณ์ออมทรัพย์ เพราะปัจจุบัน ผู้บริหารสหกรณ์ออมทรัพย์ไม่ให้ความสำคัญเรื่องข้อมูลหนี้ของสมาชิก ทั้งที่ผ่านมา ได้ให้สหกรณ์ออมทรัพย์เข้ามาเป็นสมาชิกบริษัทข้อมูลแห่งชาติ หรือ “เครดิตบูโร” แต่สหกรณ์ส่วนใหญ่กลับไม่นำข้อมูลเครดิตมาใช้ในการพิจารณาปล่อยกู้ และยังปล่อยสินเชื่อโดยไม่ระมัดระวัง ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงลักษณะเดียวกับวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540

    อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติยังเป็นห่วงต่อการปล่อยสินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ที่พบว่า สถาบันการเงินบางแห่งปล่อยสินเชื่อโดยไม่มีธรรมาภิบาล เช่น ปล่อยสินเชื่อให้ลูกหนี้โดยไม่คำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ ลูกหนี้บางรายมีสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้เต็ม 100% แต่ยังปล่อยสินเชื่อให้ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่ควรมองข้าม และควรใช้จังหวะที่เศรษฐกิจไทยแข็งแรงแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้จบ

  • อ่านเรื่องอื่นๆ


  • สั่ง “ประกันสังคม” ขยายรับเงินชราภาพ เป็นอายุ 60 ปี




    พล.อ. ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน สั่งการให้สำนักงานประกันสังคม แก้กฎหมายขยายเวลารับเงินชราภาพของผู้ประกันตนจาก 55 ปี เป็น 60 ปี เพื่อสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้กับแรงงาน พร้อมทั้งรองรับสังคมผู้สูงอายุของไทย

    นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม(สปส.) เปิดเผยว่า นโยบายของกระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการสร้างหลักประกันในการดำรงชีวิตที่มั่นคงของแรงงาน ทั้งในช่วงที่อยู่ในระบบแรงงาน และเมื่อต้องออกจากระบบแรงงานไปแล้ว จึงมีนโยบายที่จะสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้กับแรงงาน ในส่วนของผู้ประกันตน ด้วยการขยายระยะเวลาการรับเงินชราภาพของผู้ประกันตนจาก อายุ 55 ปี เป็น 60 ปี ซึ่งต้องแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 เมื่อแก้ไขแล้ว ผู้ประกันตนจะอยู่ในระบบได้จนถึงอายุ 60 ปี

  • อ่านเรื่องอื่นๆ


  • ครม.เคาะสร้าง "หอชมเมืองกรุงเทพ" 7.6 พันล้าน ไม่เปิดประมูล




    พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัตร ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุม ครม.อนุมัติก่อสร้างหอชมเมืองกรุงเทพมหานคร บนที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลข กท.3257 เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร หลังกระทรวงคมนาคมเสนอข้อยกเว้นให้เกิดโครงการพัฒนาดังกล่าว พร้อมทั้งให้ดำเนินการคัดเลือกเอกชนโดยไม่ใช้วิธีประมูล เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ จึงต้องคำนึงถึงผลสัมฤทธิ์ และเพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าในขั้นตอนการประมูล

    โครงการนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2559 ครม.มีมติเห็นชอบสร้างหอชมเมืองเป็นโครงการตามนโยบายของรัฐบาล มูลค่า 7,621 ล้านบาทเศษ แบ่งเป็น ค่าการลงทุนก่อสร้าง 4,422 ล้านบาท และเป็นค่าที่ราชพัสดุ 198 ล้านบาทเศษ สำหรับแหล่งเงินทุนโครงการมาจากเงินทุนของมูลนิธิพอชมเมือง เงินกู้จากสถาบันการเงิน และเงินบริจาคจากภาคเอกชน โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ จะนำไปบริจาคให้องค์กรสาธารณะกุศลต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ

    วัตถุประสงค์ในการจัดทำโครงการนี้ เพื่อเป็นต้นแบบน้อมนำศาสตร์พระราชาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร์มหาภูมิพลอดุลยเดชได้พระราชทานไว้มาดำเนินโครงการ โดยจัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของไทย และเป็นสัญลักษณ์สำคัญแห่งยุค พร้อมทั้งเป็นต้นแบบก่อสร้างอาคารสูงที่ป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้เทคโนโลยีชั้นสูงและความรู้ทางการบริหารจัดการ การออกแบบและวิศวกรรมอันล้ำสมัยตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล

    ทั้งนี้มีเงื่อนไขสำหรับเอกชนที่เข้ามาจัดทำโครงการคือ ให้จัดทำแผนบริหารการสัญจร การรักษาสิ่งแวดล้อม การพัฒนาชุมชนในบริเวณใกล้เคียง และแผนรับมือการจราจรบริเวณดังกล่าวเพื่อบรรเทาการจราจรติดขัด ตลอดจนให้กรมธนารักษ์และกรมการคลังพิจารณานำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด ไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ของมูลนิธิหอชมเมืองโดยมิให้นำมาแบ่งปันกัน

  • อ่านเรื่องอื่นๆ
  • วันนี้มีอะไรน่าสนใจ

    Tags

    Connect

    arrow