นักลงทุนต่างชาติแห่ลงทุนในตลาดพันธบัตรเอกชนของอินเดียอย่างล้นหลาม

25 สิงหาคม 2560



แม้ว่าทางรัฐบาลอินเดียจะออกมาตรการควบคุมไม่ให้ตลาดพันธบัตรเอกชนมีความร้อนแรงเกินไป แต่นักลงทุนต่างชาติยังคงแห่เข้ามาลงทุนอย่างล้มหลาม เพราะว่าให้ผลตอบแทนสูงมาก

ในขณะนี้ ทางการอินเดียกำหนดเพดานที่นักลงทุนต่างชาติจะลงทุนในตลาดพันธบัตรเอกชนอินเดียเอาไว้ที่ 2.44 ล้านล้านรูปี หรือ $38,100 ล้าน เมื่อนักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อในสัดส่วน 92% ของเพดานที่ว่านี้ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ปรากฎว่าทางการอินเดียได้ออกมาระงับไม่ให้บริษัทอินเดียออกพันธบัตรในรูปเงินรูปีในตลาดออฟชอร์ จนกว่าการถือพันธบัตรของนักลงทุนต่างชาติจะลดลง

แต่แทนที่นักลงทุนต่างชาติจะถอย กลับแห่เข้าไปซื้อพันธบัตรเอกชนอินเดีย จนทำให้ปริมาณแตะ 96% ของเพดานจำกัดการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ และในช่วงเดือนที่ผ่านมา การลงทุนของต่างชาติในพันธบัตรเอกชนอินเดียไปอยู่ที่ระดับมากกว่า99% ของเพดาน

MASTERCARD INDEX OF CONSUMER CONFIDENCE DATA – H1 2017
(เลือกที่ภาพเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)

ด้วยเศรษฐกิจที่บูมของอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ3ของเอเชีย นอกจากตลาดหุ้นแล้ว นักลงทุนยังให้ความสนใจในตลาดพันธบัตรอินเดียมาก เพราะว่าให้ผลตอบแทนเกือบจะสูงสุด โดยอินเดียให้ผลตอบแทนยิลด์ที่สูง มีการเมืองที่เข้มแข็ง และปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจที่ดีขึ้น รวมทั้งอัตราแลกเปลี่ยนที่มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยที่ตลาดอื่นๆเทียบไม่ได้

รายงานของ Dealogic เผยว่า อัตราคูปองหรือดอกเบี้ยของตราสารหนี้ของเอกชนอินเดียที่ออกมาระหว่างเดือนมกราคม และกรกฎาคม ปี 2017 นี้ โดยเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 7.27% แม้ว่าระดับดอกเบี้ยนี้จะต่ำกว่าของอินโดนีเซียที่ 9.16% แต่ยังสูงกว่าของเม็กซิโก บราซิล และมาเลเซีย

การตามล่ายิลด์หรือผลตอบแทนทำให้นักลงทุนต่างชาติขนเงินเข้ามาลงทุนในตลาดบอนด์เอกชนอินเดีย โดยมีการลงทุนสุทธิที่ 1.13 ล้านล้านรูปี หรือ $17,650 ล้านในช่วงระยะเวลา 7 เดือนแรกของปี 2017 นี้ เทียบกับเงินไหลออกสุทธิที่ 47,240 ล้านรูปีในระยะเดียวกันของปีที่แล้ว

เงินนอกที่ไหลเข้าทั้งตลาดหุ้น และตลาดบอนด์อินเดียอย่างเป็นปรากฎการณ์ทำให้ค่าเงินรูปีแข็งค่าขึ้นถึง 5.8% เมื่อเทียบกับค่าดอลล่าร์ในช่วงปีนี้ ทำให้ทางธนาคารกลางของอินเดียจำต้องเข้ามาแทรกแซงในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนด้วยการซื้อดอลล่าร์และขายรูปีเพื่อสกัดไม่ให้รูปีแข็งค่าเร็วเกินไป


  • อ่านเรื่องอื่นๆ


  • วอลมาร์ท จับมือ กูเกิล เพิ่มบริการซื้อสินค้าด้วยคำสั่งเสียง




    ธุรกรรมการชอปปิ้งออนไลน์ด้วยคำสั่งเสียงกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆในโลกอีคอมเมิร์ซยุคใหม่ ส่งผลให้วอลมาร์ทและกูเกิลจำเป็นต้องผนึกกำลังกันเพื่อแข่งขันกับอเมซอน

    วอลมาร์ท สโตร์ อิงค์ บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐ เปิดเผยว่า ทางบริษัทได้บรรลุข้อตกลงในการจับมือกับ "กูเกิล เอ็กซ์เพรส" ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มชอปปิ้งออนไลน์ของกูเกิล ตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป โดยข้อตกลงดังกล่าวจะเปิดทางให้วอลมาร์ทสามารถบรรจุสินค้าหลายแสนรายการเข้าไปในกูเกิล เอ็กซ์เพรส และสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการสั่งซื้อด้วยเสียงผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าวของกูเกิลอีกด้วย

    วอลมาร์ทเปิดเผยว่า นับจากนี้ ผู้บริโภคจะสามารถสั่งซื้อสินค้าจากห้างวอลมาร์ทได้โดยการพูดผ่านตัวช่วยเสมือนจริงของกูเกิลซึ่งติดตั้งอยู่ในโทรศัพท์ รวมถึงลำโพงควบคุมด้วยเสียงของกูเกิล และอุปกรณ์อื่นๆ ในอนาคต นอกจากนี้ วอลมาร์ทจะแชร์ประวัติการซื้อของลูกค้ากับกูเกิล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ที่ต้องการสั่งซื้อสินค้าเดิมอีกครั้ง

  • อ่านเรื่องอื่นๆ


  • เมียนมาชวนนักลงทุนไทยลุย 3 ธุรกิจ




    เมียนมาชวนนักลงทุนไทยลุย 3 กลุ่มธุรกิจ เทรนนิ่ง-เครื่องสำอาง-นวัตกรรมการผลิตยาง ซึ่งปัจจุบันเมียนมามีโครงการรัฐวิสาหกิจมากกว่า 100 โครงการ และยังขาดหุ้นส่วนทางธุรกิจอีก 59 โครงการ

    นายขิ่นหม่องโช รัฐมนตรีว่าการอุตสาหกรรมเมียนมา เปิดเผยว่า เมียนมาเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อดึงดูดการลงทุน โดย 3 ธุรกิจหลักที่เมียนมาสนใจเชิญชวนนักลงทุนไทยเข้าไปลงทุน ได้แก่ กลุ่มธุรกิจเทรนนิ่ง ธุรกิจเครื่องสำอาง และนวัตกรรมการผลิตยาง โดยการเข้าไปลงทุนในเมียนมามีความท้าทายด้านทักษะแรงงานและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายยกระดับทักษะ แรงงาน เพิ่มความสามารถในการผลิต ธุรกิจ เทรนนิ่งจึงมีแนวโน้มเติบโต

    ขณะที่กลุ่มธุรกิจเครื่องสำอาง ประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญ และ ผู้บริโภคเมียนมาเชื่อถือสินค้าแบรนด์ไทย ถือเป็นโอกาสแก่นักลงทุนไทยที่จะเข้าไปลงทุน ส่วนนวัตกรรมการผลิตยาง พบว่าเมียนมายังขาดเทคโนโลยีขั้นสูง การลงทุนเกี่ยวกับนวัตกรรมการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยางเป็นที่ต้องการในตลาดท้องถิ่น

    นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในเมียนมา ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเหล็ก และธุรกิจชุดชั้นใน ซึ่งหลังจากเมียนมาเปิดประเทศมากขึ้น มองว่าเป็นโอกาสของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งนักลงทุนไทยมีจุดอ่อนด้านข้อมูลเกี่ยวกับประเทศเมียนมา การศึกษา ความเข้าใจกฎระเบียบการลงทุนช้ากว่าประเทศอื่น นอกจากนี้แล้ว เมียนมายังให้ความสำคัญกับกฎหมายสิ่งแวดล้อม ซึ่งธุรกิจที่เข้าไปลงทุนต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

  • อ่านเรื่องอื่นๆ


  • กระตุ้นแหล่งท่องเที่ยว 4 จังหวัด เชื่อมโยงเส้นทางรถไฟ-เพิ่มเที่ยวบิน





    ปี 2561 รัฐบาลกำหนดให้เป็นปีท่องเที่ยวแห่งชาติ ภายใต้แคมเปญ "ปีท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋อย่างยั่งยืน" เนื่องจากพบว่าการท่องเที่ยวในกลุ่ม Royal Coast เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง เป็นการท่องเที่ยวยังกระจุกตัวอยู่เฉพาะเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ แต่ชุมพร ระนอง ยังน้อยไม่เชื่อมโยงกัน

    นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยว กล่าวด้วยว่า ได้เร่งให้คณะทำงานในกลุ่มคลัสเตอร์ขับเคลื่อนโครงการต่างๆ เพื่อเขื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวได้แก่

    • เพชรบุรี: การท่องเที่ยวเชื่อมโยงโครงการในพระราชดำริ
    • ประจวบคีรีขันธ์: เน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวครอบครัว และท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พัฒนาท่าเรือเชื่อมฝั่งอ่าวไทยตะวันออกและตะวันตก การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สร้างหอดูดาว เนื่องจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นจุดที่สามารถดูดาวได้ดีที่สุด มองออกไปเป็นท้องฟ้าเหนือท้องทะเล ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง
    • ระนอง: มุ่งสู่การเป็นเมืองน้ำแร่ต้นแบบ ปรับปรุงบ่อน้ำร้อนรักษะวาริน พัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ปรับภูมิทัศน์ประตูสู่ระนอง สร้างมาตรฐาน Nice & Clean เชื่อมกับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยของกรมการท่องเที่ยว
    • ชุมพร: เพิ่มเที่ยวบิน และขยาย runway เพื่อให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาชุมพรได้ง่ายขึ้นในราคาถูกลง

    ทั้งนี้ จะต้องทำงานร่วมกันทุกฝ่าย เพื่อเร่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชื่อมโยง 2-3 จังหวัด แต่ละเส้นทางเน้นการซื้อของท้องถิ่น และการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้อย่างทั่วถึงในทุกพื้นที่

  • อ่านเรื่องอื่นๆ


  • ฟิทช์ เรทติ้งสหรัฐอาจหลุด AAA หากไม่เพิ่มเพดานหนี้




    ฟิทช์ เรทติ้งส์ ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ ระบุว่า หากสภาคองเกรสสหรัฐประสบความล้มเหลวในการปรับเพิ่มเพดานหนี้ของสหรัฐในเวลาที่เหมาะสม สิ่งนี้ก็จะทำให้ทางบริษัทปรับทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐ โดยมีแนวโน้มปรับลดลงจากระดับ AAA ในขณะนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุด

    ฟิทช์ระบุว่า หากสหรัฐไม่มีการปรับเพิ่มเพดานหนี้ ก็จะทำให้พันธกรณีในการชำระหนี้ของรัฐบาลไม่สอดคล้องกับอันดับความน่าเชื่อถือที่ AAA และขณะนี้ สภาคองเกรสยังคงไม่มีการบรรลุข้อตกลงในการเพิ่มเพดานหนี้ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 19.9 ล้านล้านดอลลาร์ แม้ว่านายสตีเวน มนูชิน รมว.คลัง จะเรียกร้องให้มีการบรรลุข้อตกลงก็ตาม

    ทั้งนี้ หากรัฐบาลสหรัฐไม่มีงบประมาณที่จะบริหารประเทศ ก็จะส่งผลให้มีการปิดหน่วยงานของรัฐบาล โดยสิ่งนี้อาจเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนตุลาคม ขณะที่สหรัฐเผชิญความเสี่ยงในการผิดนัดชำระดอกเบี้ย และเงินต้นของพันธบัตร และจะสร้างความตื่นตระหนกต่อตลาดการเงินทั่วโลก

  • วันนี้มีอะไรน่าสนใจ

    Tags

    Connect

    arrow