เศรษฐกิจไทยโตเร็วที่สุดในรอบมากกว่า 4 ปี

22 สิงหาคม 2560



สำนักข่าวบลูมเบิอร์กได้รายงานว่า เศรษฐกิจไทยโตในอัตราเร็วที่สุดในรอบมากกว่า 4 ปี โดยมีผลผลิตภาคเกษตรและการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยหนุน

เศรษฐกิจไทยโต 3.7% ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ เมื่อเทียบกับ 3.3% ในไตรมาสแรก

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทยคืออุปสงค์ภายในประเทศยังคงเป็นที่น่าผิดหวัง แม้ว่าการฟื้นตัวของการค้าโลกจะเป็นไปด้วยดี การลงทุนยังไม่ฟื้นตัวนัก ส่วนการบริโภคภายในประเทศยังคงอยู่ระดับปานกลาง

ค่าเงินบาทแข็งตัวขึ้น 7.9% ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเข้าไปดูแลไม่ให้ผันผวนมากเกินไป ค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 33.299 บาทต่อดอลล่าร์ ในวันที่ 21 สิงหาคม พศ. 2560

ภาพแสดง Thailand's GDP growth best forecasts
(เลือกที่ภาพเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)

ดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงยืนพื้นมาเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้วที่ระดับ 1.5% ซึ่งทางการมองว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการช่วยในการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยต่อไป

ภาคเกษตรไทยโต 15.8% ในไตรมาสที่ 2 เทียบกับ 5.7% ในไตรมาสแรก ภาคการผลิตชะลอตัวลงที่อัตราโต 1.% ในไตรมาสที่ 2 เทียบกับ 1.3% ในไตรมาสแรก ส่วนภาคก่อสร้างหดตัว 6.2% ส่วนกิจการโรงแรมและร้านอาหารมีการเติบโต 7.5% และภาคการคมนาคม และการเก็บคลังสินค้าโต 8.6% ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการว่า ปีนี้เศรษฐกิจประเทศไทยโดยรวมจะมีการขยายตัว 3.5%


  • อ่านเรื่องอื่นๆ


  • พาณิชย์แนะผู้ส่งออกศึกษาตลาดรัสเซียเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด





    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมอสโก รายงานแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคชาวรัสเซียในปี 2559 ว่า ผู้บริโภคชาวรัสเซียหันมาพึ่งพาอาหารสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังมีความใส่ใจในสุขภาพ โดยบริโภคอาหารที่มีน้ำตาล เกลือ และสารสังเคราะห์ปรุงแต่งน้อยลง ซึ่งความตระหนักด้านสุขภาพมีผลกับอุปนิสัยการรับประทานของชาวรัสเซียที่เปลี่ยนไป

    ผลการสำรวจในปี 2559 ระบุว่า ผู้บริโภคชาวรัสเซียร้อยละ 27 ของผู้บริโภคต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำตาลน้อยหรือปราศจากน้ำตาล เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 22 ในปีก่อนหน้า, ร้อยละ 17 ต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีเกลือน้อยหรือปราศจากเกลือ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 13 ในปีก่อนหน้า และร้อยละ 57  ต้องการอาหารที่มีส่วนผสมสารสังเคราะห์น้อยหรือไม่มีเลย เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 49 ในปีก่อนหน้า

    ด้าน นายกิตตินันท์ ยิ่งเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมอสโก กล่าวว่า หากสามารถรับค่าใช้จ่ายได้ ผู้บริโภคชาวรัสเซียจำนวนมากเลือกออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน แต่เนื่องจากทุกวันนี้ราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้น ทำให้มีโอกาสรับประทานอาหารนอกบ้านน้อยลง จากการสำรวจโดยนิตยสารโฮเรก้า (Horeca) ร้อยละ 46 ของชาวรัสเซียนิยมร้านอาหารลักษณะให้บริการชา กาแฟ ของว่าง และอาหาร (Coffee & Tea Rooms) ร้อยละ 43 นิยมร้านอาหารประเภทสั่งซื้อเพื่อนำกลับไปรับประทาน ร้อยละ 29 นิยมภัตตาคารแบบดั้งเดิม (Full Service) ร้อยละ 26 นิยมร้านอาหารจานด่วน (Fast Food) และร้อยละ 24 นิยมร้านพิซซ่า ทั้งนี้การเลือกร้านอาหารขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านราคามากที่สุด รองลงมาได้แก่ ปัจจัยด้านทำเล รสชาติอาหาร การให้บริการ รวมถึงการทดลองร้านอาหารเปิดใหม่ตามที่ได้รับการแนะนำ

    สำหรับมูลค่าการค้าไทย-รัสเซียและกลุ่มซีไอเอสนั้น การส่งออกครึ่งปีแรก (มกราคม – มิถุนายน 2560) มีมูลค่า 528 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 55.46 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป เป็นต้น ขณะที่การนำเข้ามูลค่า 1,374 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 38.64 สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดิบ ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์

  • อ่านเรื่องอื่นๆ


  • ไทย-ปากีสถาน เดินหน้าเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) รอบที่ 8 ตั้งเป้าแล้วเสร็จภายในปีนี้




    ประเทศไทยและปากีสถานเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อหาข้อสรุปเรื่องรูปแบบการลดภาษี (modality) รายการสินค้าที่จะเปิดตลาดระหว่างกัน และกฎถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้า นอกจากนี้ยังจะหารือถึงประเด็นคงค้างเกี่ยวกับข้อบทด้านกระบวนการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้าและประเด็นด้านกฎหมายอื่นๆ

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าผู้แทนไทยในการประชุมเจรจา FTA ไทย-ปากีสถาน ครั้งที่ 8 ณ กรุงอิสลามาบัด สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน เปิดเผยว่า ปากีสถานเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม FTA ครั้งนี้ระหว่างวันที่ 21-23 สิงหาคม 2560 โดยการจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-ปากีสถานจะช่วยขจัดอุปสรรคทางการค้าทั้งในรูปแบบภาษีและไม่ใช่ภาษี เพิ่มโอกาสการส่งออก และนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะวัตถุดิบจากปากีสถานซึ่งยังมีทรัพยากรที่สมบูรณ์และมีค่าเป็นจำนวนมาก ตลอดจนช่วยให้ไทยสามารถขยายตลาดการค้าสู่ภูมิภาคเอเชียใต้ และตะวันออกกลางได้มากขึ้นด้วย ทั้งนี้ ปากีสถานเป็นตลาดใหญ่ มีประชากรประมาณ 200 ล้านคน ปัจจุบันปากีสถานมีนโยบายที่เปิดกว้างทางเศรษฐกิจ และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ รวมทั้งนโยบาย Look East Policy ที่ต้องการส่งเสริมและขยายความสัมพันธ์กับประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ปัจจุบันไทยให้ความสำคัญกับปากีสถานในฐานะตลาดส่งออกที่มีศักยภาพและเป็นตลาดใหญ่อันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียใต้ รองจากอินเดีย มีประชากรมากเป็นอันดับ 6 ของโลก โดยในปี 2559 ปากีสถานเป็นคู่ค้าอันดับที่ 38 ของไทยในตลาดโลก การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 1,134 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 9.8 โดยการส่งออกมีมูลค่า 1,015 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 11.19 และการนำเข้ามีมูลค่า 119 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปีก่อนหน้าร้อยละ 0.82 โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ามาโดยตลอดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

    สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปปากีสถาน ได้แก่ รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง เส้นใยประดิษฐ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่อง เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญของไทยจากปากีสถาน ได้แก่ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป ด้ายและเส้นใย ผ้าผืน สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่นๆ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช

  • อ่านเรื่องอื่นๆ


  • สภาพัฒน์ ปรับคาดการณ์ GDP ปี 60





    สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ปรับคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 60 เป็นขยายตัว 3.5-4.0% จากเดิมที่คาดไว้ในช่วง 3.3-3.8% ซึ่งหลังจากไตรมาส 2 เศรษฐกิจขยายตัวถึง 3.7% จากการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง ประกอบกับการใช้จ่ายภาครัฐและการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวเร่งขึ้น ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนเริ่มกลับมาขยายตัวอย่างช้าๆ ส่วนการลงทุนภาครัฐยังปรับตัวลดลง

    นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยว่า ในไตรมาส 2 ที่ GDP โต 3.7% ถือว่าเป็นการเติบโตในอัตราเร่งและโตสูงสุดในรอบ 17 ไตรมาส ทั้งนี้ GDP ในครึ่งปีแรกนี้ ขยายตัว 3.5%

    สำหรับปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ ได้แก่ การปรับตัวดีขึ้นของการส่งออกตามการขยายตัวเร่งขึ้นของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งปี 2560 จะขยายตัว 5.7% สูงขึ้นจากเดิมที่คาดไว้ในระดับ 3.6% ประกอบกับ การปรับตัวดีขึ้นของการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชนในครึ่งปีหลัง, การขยายตัวเร่งขึ้นของสาขาการผลิตสำคัญๆ ได้แก่ สาขาโรงแรมและภัตตาคาร สาขาอุตสาหกรรม สาขาก่อสร้าง และ การปรับตัวดีขึ้นของรายได้ครัวเรือนในภาคเกษตร การส่งออก การท่องเที่ยว และบริการที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งจะทำให้การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวในเกณฑ์ที่ดี ทั้งนี้ สภาพัฒน์ คาดว่าการบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนรวมขยายตัว 3.2% และ 3.4% ตามลำดับ

  • อ่านเรื่องอื่นๆ


  • สหรัฐลุยสอบจีนละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หวั่นฉุดสัมพันธ์ 2 ชาติระอุขึ้น




    สหรัฐได้เปิดสอบจีนในข้อกล่าวหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นทางการ เพื่อพิจารณว่าพฤติกรรมของจีนนั้นขัดต่อกฏหมายการค้าของสหรัฐหรือไม่ ซึ่งสหรัฐอ้างว่าการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาอาจมีมูลค่าสูงถึง 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เกือบ 2 หมื่นล้านบาท)

    โรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) เปิดเผยว่า นับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดสอบพฤติกรรมทางการค้าเป็นกรณีเฉพาะกับจีน โดยสหรัฐจะสอบนโยบายและการปฏิบัติของจีนที่เกี่ยวกับการถ่ายโอนเทคโนโลยี ทรัพย์สินทางปัญญา และนวัตกรรม ทั้งนี้ ทรัมป์ได้ลงนามคำสั่งมอบอำนาจให้ยูเอสทีอาร์เปิดสอบกรณีทรัพย์สินทางปัญญากับจีน ภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีสามารถตั้งกำแพงภาษีสินค้าเพื่อตอบโต้ได้ แม้ว่าการตอบโต้ฝ่ายเดียวนี้จะไม่ค่อยเกิดขึ้นแล้วนับตั้งแต่มีการก่อตั้งองค์การการค้าโลกในปี 1995 ก็ตาม

  • อ่านเรื่องอื่นๆ
  • วันนี้มีอะไรน่าสนใจ

    Tags

    Connect

    arrow