เปิดแผนลดภาษีครั้งใหญ่สุดของสหรัฐฯ

28 เมษายน 2560


ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดแผนลดภาษีครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ โดยจะลดภาษีนิติบุคคลลงมาเหลือ 15% และยังจะปรับลดภาษีส่วนบุคคลอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม นายสตีฟ มนูชิน รมว.คลัง ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนว่า เมื่อไหร่มาตรการลดภาษีจะบังเกิดผล เขาเพียงแต่บอกว่า ทางทำเนียบขาวและสภาคองเกรสจะพยายามเข็นกฎหมายลดภาษีออกมาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้

แผนลดภาษีของทรัมป์พอสรุปได้ดังนี้:
1. ภาษีนิติบุคคลจะลดจาก 35% ลงเหลือ 15%
2.ทรัมป์ต้องการหั่นภาษีรายได้ธุรกิจที่เรียกว่า ภาษีธุรกิจประเภท (“pass-through businesses”) หมายความว่า เจ้าของกิจการที่มีรายได้จากธุรกิจ แทนที่จะจ่ายภาษีตามอัตราส่วนบุคคล ซึ่งอาจจะสูงถึง 39% สามารถเปลี่ยนมาจ่ายภาษีนิติบุคคลได้ในอัตรา 15% และธุรกิจของทรัมป์จะได้ประโยชน์จากมาตรการนี้ด้วย
3. ทรัมป์ไม่ต้องการเก็บภาษีชายแดน (Border Adjustment Tax) เหมือนอย่างที่นายฟอล ไรอัน ประธานสภาต้องการ เพราะเห็นว่าไม่เหมาะกับปัจจุบัน
4. จะปรับภาษีส่วนบุคคลเล็กน้อย เช่นผู้ที่จ่ายภาษี 39.6% จะได้ลดภาษีลงเหลือระดับ 30% กลางๆ
5. สำหรับแผนยกเว้นภาษีสำหรับชนชั้นกลาง จะเสนอให้เพิ่มมาตรฐานการลดภาษีส่วนบุคคล
6. ในแผนลดภาษีจะไม่มีโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

ความไม่แน่นอนยังมีอยู่สูงในแผนลดภาษีของทรัมป์ เพราะต้องดูต่อไปว่า สภาคองเกรสจะเอาด้วยหรือไม่

  • อ่านเรื่องอื่นๆ


  • ดาวโจนส์ 30,000?




    MarketWatch พาดหัวข่าวว่า แผนลดภาษีของทรัมป์จะปูทางให้หุ้นในตลาดดาวโจนส์ เดินหน้าไปยังระดับ 30,000 ในอีก 5 ปี ถึงแม้ว่าในระหว่างทาง นักลงทุนอาจต้องเจอมรสุมบ้าง

    คิดกันง่ายๆ ว่า ลดภาษีนิติบุคคลอย่างเดียว จาก 35% ลงเหลือ 15% จะทำให้บริษัทได้เงินเพิ่มเข้าสู่กระเป๋าอื้อซ่า

    นอกจากนี้จะยังปรับลดขั้นบันไดในการคิดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากปัจจุบัน 7 ขั้น เหลือเพียง 3 ขั้น โดยผู้มีรายได้ในขั้นสูงสุดจะเสียภาษีในอัตรา 35% ส่วนอีก 2 ขั้น จะเสียภาษีในอัตรา 25% และ 10% อย่างไรก็ดี ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดวงเงินรายได้ของผู้เสียภาษีในแต่ละขั้นบันได ผู้ประกอบธุรกิจที่มีรายได้สูง และต้องเสียภาษี 39.6% สามารถโยกมาจ่ายภาษีในอัตราเดียวกับภาษีนิติบุคคลได้ที่ 15%

    เริ่มตีปี๊ปกันแล้ว ทั้งที่ทรัมป์จะต้องดันกฎหมายลดภาษีผ่านด่านสภาคองเกรสเสียก่อน

  • อ่านเรื่องอื่นๆ


  • Fiat, Chrysler และ Google
    ไทยพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวสูง




    HowMuch.Net ได้ทำรายงานแต่ละประเทศที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยว ปรากฎว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ เมื่อเทียบสัดส่วนต่อจีดีพี

    จากกราฟิกของแผนที่โลก ประเทศที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเป็นสำคัญเมื่อเทียบต่อจีดีพี จะถูกระบายด้วยสีแดง ส่วนประเทศที่ไม่ได้พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลักจะระบายด้วยสีฟ้า

    คาดกันว่า ไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยว $36,400 ล้านต่อปี ในปี 2017 คิดเป็นกว่า 7% ต่อจีดีพี ในอาเซียน ยังมีอีกประเทศที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยว นั่นคือ เวียดนาม ซึ่งคาดว่าจะมีรายได้ $12,700 ล้าน ในปีนี้ หรือประมาณ 5-7% ต่อจีดีพี

    ประเทศอื่นๆ ที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวสูง ได้แก่ เม็กซิโก กรีซ ฮ่องกง สเปน ออสเตรีย นิวซีแลนด์ และโมร๊อคโค

  • อ่านเรื่องอื่นๆ


  • คลังคาดจีดีพีไตรมาสแรกโตกว่า 3.1% แถมเก็บรายได้เกินเป้า




    นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงข่าวประมาณการเศรษฐกิจไทยเดือนเมษายน 2560 ว่า สศค.ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2560 จะขยายตัว 3.6% ต่อปี เท่ากับประมาณการครั้งก่อน แม้ภาคส่งออกไตรมาสแรกจะขยายตัวได้ดี และ สศค.ได้ปรับคาดการณ์ส่งออกทั้งปีว่าจะขยายตัว 3.3% จากเดิม 2.5%

    ทั้งนี้ สศค.คาดว่าจีดีพี ไตรมาสแรกจะขยายตัวได้ดีกว่า 3.1% แต่ขอให้รอสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศตัวเลขที่แท้จริงเสียก่อน

    โฆษกกระทรวงการคลังยังรายงานผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิ ในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2560 (ตุลาคม 2559 – มีนาคม 2560) จัดเก็บได้ 1,041,990 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 9,305 ล้านบาท หรือ 0.9% เนื่องจากการจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานอื่น และรายได้ของกรมสรรพสามิต สูงกว่าประมาณการ 25,268 และ 4,026 ล้านบาท หรือ 37.8% และ 1.5% ตามลำดับ

  • อ่านเรื่องอื่นๆ


  • ประเทศรายได้ปานกลางต้องเร่งสร้าง “นวัตกรรม-แรงงานฝีมือ”




    ADB ชี้เอเชียใต้ยังครองแชมป์เติบโตเร็ว ประเทศรายได้ปานกลางต้องเผชิญ “กับดัก” เพราะขาด "นวัตกรรม-แรงงานฝีมือ"

    ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือเอดีบี ได้รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจเอเชียปี 2017 ว่า จีดีพีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปี 2017 และ 2018 จะเติบโต 5.7% ซึ่งลดลงจาก 5.8% ของปีที่ผ่านมา จากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งอยู่ระหว่างปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ทำให้จีดีพีจีนมีแนวโน้มจะลดลงจากปี 2016 ที่ 6.7% มาเป็น 6.5% ในปี 2017 และ 6.2% ในปี 2018 ทั้งนี้เอเชียใต้ยังคงรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วที่สุด โดยคาดว่าจะเติบโตถึง 7% ในปี 2017 และ 7.2% ในปี 2018

    พร้อมกับเปิดเผยผลสำรวจปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของประเทศ "รายได้ปานกลาง" ในเอเชีย

    ดร.ลัษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรอาวุโสของเอดีบี ประจำประเทศไทย ระบุว่า จากปี 1991 ภูมิภาคเอเชียมีประชากรแบ่งตามประเทศที่มีรายได้ต่ำมากถึง 90.1% พัฒนามาสู่ภูมิภาคที่ประชากรส่วนใหญ่ถึง 96.2% มีรายได้ปานกลาง และเหลือประชากรรายได้ต่ำเพียง 16% เนื่องมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดี ความท้าทายต่อไปก็คือ การก้าวข้ามไปสู่ประเทศที่มี "รายได้สูง"

    ผลสำรวจของเอดีบีชี้ว่า ประเทศรายได้ปานกลางที่กลายเป็นประเทศรายได้สูงระหว่างปี 1960-2014 มีปัจจัยหนุนคือ ทุน 50% ปริมาณแรงงาน 10.3% คุณภาพของแรงงาน 11.4% และประสิทธิภาพที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยี 28.3% เมื่อเทียบประเทศรายได้ปานกลางที่ยังย่ำอยู่กับที่ ได้ปัจจัยหนุนด้านเงินทุน 55.5% ปริมาณแรงงาน 21.9% คุณภาพแรงงาน 12.8% และประสิทธิภาพจากการใช้เทคโนโลยี 9.8%

    นั่นหมายถึง "ประสิทธิภาพที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยี" เป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักให้ก้าวไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูง เห็นได้จากตัวเลขที่ต่างกันมากของประเทศทั้งสองกลุ่ม 28.3% กับ 9.8% จึงเป็นสัญญาณว่าประเทศรายได้ปานกลางต้องเร่งเครื่องพัฒนาด้านนวัตกรรม

    นวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัย "การพัฒนาคุณภาพแรงงานที่ดีและมีฝีมือ" ซึ่งในยังค่อนข้างขาดแคลนในเอเชีย และเป็นปัจจัยที่ต้องเร่งพัฒนาให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะสร้างเทคโนโลยีนำไปสู่การจดสิทธิบัตรเป็นของตนเอง โดยผลสำรวจพบว่า ประเทศรายได้ปานกลางใส่ใจกับการจดสิทธิบัตรน้อยกว่าประเทศรายได้สูงค่อนข้างมาก

  • อ่านเรื่องอื่นๆ


  • Quote of the Day




  • อ่านเรื่องอื่นๆ
  • วันนี้มีอะไรน่าสนใจ

    Tags

    Connect

    arrow