Economic Note โดย กองทุนบัวหลวง

ยุโรปโตต่อได้ ท่ามกลางปัจจัยหนุนหลากหลาย

ณัฐพัช กิตติปวณิชย์
Economic Research, Fund Management Group



ยุโรป เป็นภูมิภาคหนึ่งที่เติบโตได้อย่างโดดเด่นในไตรมาสที่ 2/2017 จากการขยายตัวของ GDP ถึง 0.6% QoQ sa และเป็นภาพที่ต่อเนื่องมาหลายไตรมาสแล้ว เพราะนอกจากจะได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของโลกตามวงจรเศรษฐกิจ เราจะมองข้ามไม่ได้ว่า ยุโรปกำลังถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยภายในอีกหลายประการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนที่ทะยานขึ้น การบริโภคครัวเรือนที่อยู่ในทิศทางที่ดี หรือความมั่นใจของผู้ประกอบการที่อยู่ในระดับสูง เมื่อนำมาผนวกกัน จึงทำให้เศรษฐกิจยุโรปสามารถเร่งขึ้นแซงหน้าสหรัฐฯไปได้



มองออกไปข้างหน้า เราคาดว่าเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศกลุ่มยูโรโซน (EA-19) น่าจะขยายตัวได้ค่อนข้างดีต่อไปอีก เนื่องจาก

  • ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจระบุถึงมุมมองธุรกิจที่สดใส ภายใต้การเติบโตอย่างครอบคลุมในเกือบทุกหมวดอุตสาหกรรม
  • ประเด็นความเสี่ยงทางการเมืองส่วนมากคลี่คลายออกมาในทิศทางที่เป็นบวกกับเสถียรภาพสหภาพยุโรป (EU)
  • การแข็งค่าของสกุลยูโรมีผลต่อเศรษฐกิจไม่มากนัก และ
  • ผลลบจากการผ่อนคันเร่งมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็น่าจะถูกจำกัดอยู่ในกรอบแคบ

เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 โมเมนตัมเศรษฐกิจแข็งแกร่ง ที่ผ่านมาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศกลุ่มยูโรโซนแผ่กว้างไปทั่วทั้งภูมิภาคในหลายอุตสาหกรรมด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นภาคการก่อสร้าง การผลิต การค้า หรือบริการ บ่งชี้ว่าการเจริญเติบโตในขณะนี้ค่อนข้างมีความมั่นคง ยิ่งไปกว่านั้น ตัวชีวัดที่สำคัญอย่างดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบสูงสุดในรอบหลายปี สะท้อนถึงมุมมองเชิงบวกของผู้ประกอบการต่อสภาพธุรกิจ โดยล่าสุดเดือนกันยายนที่ผ่านมา ดัชนีรวม (Composite PMI) อยู่ที่ 56.7 เนื่องจากดัชนีในภาคผลิต (Manufacturing PMI) อยู่สูงถึง 58.1 ขณะที่ดัชนีของภาคบริการ (Services PMI) เพิ่มขึ้นสู่งระดับ 55.8 (ตัวเลขมากกว่า 50.0 แสดงถึงการขยายตัว) จากอานิสงส์ของยอดคำสั่งซื้อที่เข้ามาอย่างไม่ขาดสาย คำสั่งงาน (Backlog) ที่เพิ่มพูน และความต้องการจ้างงานเพิ่มเติม โดยรวมแล้ว ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อจึงบ่งบอกว่าเศรษฐกิจยูโรโซนอาจจะโตได้ถึง 0.7% QoQ sa ในไตรมาสที่ 3



อีกประเด็นที่น่าจับตา ก็คือการบริโภคครัวเรือน ซึ่งคิดเป็นราว 50% ของ GDP ที่ยังมีโอกาสขยายตัวต่อ จากการจ้างงานเพิ่ม และช่องว่างให้อัตราค่าจ้างปรับตัวขึ้นได้ เพราะที่ผ่านมาเรายังไม่เห็นการไต่ขึ้นของอัตราค่าจ้างในยูโรโซนที่มีความชัดเจนนัก แม้ว่าจะมีแรงผลักดันทางราคาจากสินค้าวัตถุดิบต้นน้ำต่างๆแล้วก็ตาม
การเมือง EU มั่นคง หลังเหตุการณ์ต่างๆคลี่คลายลงหลังจากมีการลงประชามติของสหราชอาณาจักรเพื่อถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (EU) ไปเมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว มีกระแสต่อต้าน EU เกิดขึ้นตามมาในหลายจุดของภูมิภาคยุโรป แต่ทุกอย่างก็เหมือนจะค่อยๆคลี่ลายลง เมื่อผู้ลงสมัครและพรรคการเมืองที่มีแนวคิดสนับสนุน EU ทยอยรับชัยชนะในการเลือกตั้งสำคัญประเทศเนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ทำให้สภาพความสัมพันธ์ระหว่างกันในปัจจุบันจึงยังมีความแน่นแฟ้นอยู่ โดยนาย Emmanuel Macron ประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนใหม่ เป็นเสมือนหัวหอกผลักดันการพูดคุยยกระดับความร่วมมือภายใน EU ในหัวข้อ เช่น การควบรวมนโยบายเชิงการคลัง การศึกษา การป้องกันชายแดน เป็นต้น ประเด็นนี้จึงนับได้ว่าเป็นสิ่งช่วยปลดล็อคความเชื่อมั่นผู้ประกอบการให้เข้าไปลงทุนในทรัพย์สินระยะยาว ซึ่งจะดึงตัวเลขเม็ดเงินลงทุนขึ้นต่อไป



ยิ่งไปกว่านั้น EU ก็มีความปรองดองกันเผชิญหน้ากับสหราชอาณาจักร ในกระบวนการถอนตัวของสหราชอาณาจักรออกจากการเป็นสมาชิก EU หรือที่เรียกกันว่า Brexit ทำให้ที่ผ่านมา เกมการเจรจาเริ่มพลิกกลับมาเข้าทาง EU สังเกตได้จากการที่ นาง Theresa May นายกรัฐมนตรีสหราชอาณจักรนั้นเริ่มมีท่าทีอ่อนลงมากเทียบกับช่วงปีที่แล้ว เพื่อพยายามคงสิทธิประโยชน์ของประเทศเชิงการค้าและการลงทุนกับ EU ไว้ ยิ่งไปกว่านั้น เหล่าประเทศ EU ยังจะได้รับประโยชน์จากเม็ดเงินลงทุนของบริษัทที่ต้องการย้ายฐานออกจากสหราชอาณาจักรเข้าสู่ประเทศใกล้เคียง เพื่อรักษาสิทธิการประกอบการอย่างอิสระเสรีภายในสหภาพฯอีกต่อหนึ่งด้วย

การแข็งค่าของยูโร มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจค่อนข้างจำกัดตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เงินไหลกลับเข้ามาสู่ภูมิภาคยุโรป และหนุนยูโรให้แข็งค่าขึ้นราว 5% YTD เทียบกับตะกร้าสกุลคู่ค้าสำคัญอื่นๆ หลังความไม่แน่นอนทางการเมืองค่อยๆจางหายไปและภาพของเศรษฐกิจมีแนวโน้มเร่งขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่ทางด้าน ECB ก็เหมือนจะเริ่มตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะปรับลดมาตรการกระตุ้นทางการเงิน (Taper) ตอบรับการฟื้นตัวที่เกิดขึ้น

อัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนนั้นจึงกำลังถูกกดดันจากทั้งสองปัจจัยดังกล่าว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีแรงกระตุ้นอีกหลายประการ ที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนสามารถกลับมาเติบโตได้อย่างมั่นคงได้ในระยะข้างหน้า ยกตัวอย่างเช่น ราคาผู้ผลิตที่กลับมาขยายตัวกว่า 2% ในปีนี้ ตลาดแรงงานที่มีสภาพตึงตัวด้วยอัตราว่างงานที่ย่อลงเหลือ 9.1% ส่งผลให้เริ่มเกิดสภาวะขาดแคลนแรงงานในบางพื้นที่และเข้าหนุนอัตราค่าจ้าง พร้อมทั้งกำลังการผลิต (Capacity Utilization) ที่ปรับขึ้นเหนือค่าเฉลี่ยระยะยาวสู่ระดับ 83.2% ซึ่งจะช่วยเพิ่มอำนาจการตั้งราคาของผู้ผลิต เป็นต้น



นอกจากนั้น จากการศึกษาเราพบว่าผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินยูโรนั้นมีความจำกัดกว่าในอดีต กล่าวคือ ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนและความสามารถแข่งขันของธุรกิจยูโรโซนเริ่มแตกตัวออกจากกัน สะท้อนว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการอาจสามารถปรับตัวรับสภาวะผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้ดียิ่งขึ้น

สภาวะการเงิน จะยังคงมีความผ่อนคลายขณะนี้ ECB กำลังดำเนินมาตรการผ่อนคลายในเชิงปริมาณทางการเงิน (QE) เพื่อช่วยค้ำจุนเศรษฐกิจ ผ่านการเข้าซื้อสินทรัพย์มูลค่า 6 หมื่นล้านยูโรเพิ่มทุกๆเดือน ภายใต้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากนโยบายที่ -0.4% ในทางกลับกัน การถอนโครงการเหล่านี้ออกมา ก็มักจะยกอัตราผลตอบแทนพันธบัตรขึ้น ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยสูงขึ้น กดดันการฟื้นตัวในภาคอสังหาริมทรัพย์ และภาระดอกเบี้ยกู้ยืมที่ปรับสูงขึ้นมา ก็จะทำให้รัฐบาลดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลได้ยากลำบากกว่าเมื่อก่อนด้วย

แต่ปัจจุบัน ECB ยังมีท่าระมัดระวังต่อการดำเนินนโยบายทางการเงิน และดูเหมือนจะไม่รีบร้อนประกาศถอนคันเร่งออกแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ดีต่อเนื่องกันหลายไตรมาสแล้วก็ตาม ดังนั้น เราคาดว่ากรณีการทำ Taper ของ ECB ในรอบนี้ จะส่งกระทบต่อเศรษฐกิจไม่มากนัก เนื่องจาก ECB ได้ส่งสัญญาณบ่งชี้ทิศทางนโยบายการเงินให้ตลาดรับรู้มาพักหนึ่งแล้ว และคณะกรรมการก็จะยึดตัวเลขทางเศรษฐกิจในขณะนั้น (Data Dependent) เป็นสำคัญก่อนการตัดสินใจทุกครั้ง โดยหากเกิดเหตุการณ์ที่กระทบกับยูโรโซน ECB ก็สามารถปรับมุมมองและกลับมาเร่งอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ได้เสมอ การปรับลดมาตรการกระตุ้นของ ECB จึงจะดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ เราคาดว่าจะมีการลดขนาดโครงการ QE ลงเหลือ 4 หมื่นล้านยูโรต่อเดือนในไตรมาส 1/2018 และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายหลังจากนั้นในปี 2019 สภาพการเงินในยูโรโซนเลยจะยังอยู่ในสภาพผ่อนคลายต่อไปอีกระยะหนึ่ง



ในภาพรวม เรามองว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัวได้ 2.1% ในปีนี้ เร่งขึ้นจาก 1.8% ในปีก่อนหน้าเพราะกิจกรรมเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง และสภาพการเงินที่ยังคงมีความผ่อนคลาย เชื่อมไปเป็นโมเมนตัมกำไร (Earnings Growth) ขาขึ้นของบริษัทต่างๆต่อเนื่องสู่ครึ่งหลังของปี โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร ธุรกิจสินค้าฟุ่มเฟือย และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะได้รับผลประโยชน์จากการบริโภคภายในภูมิภาคที่ขยายตัว รวมไปถึงภาคการก่อสร้าง หลังการลงทุนกลับมาฟื้นขึ้น ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ของยุโรปปรับตัวขึ้นแล้วราว 7% YTD