Economic Note โดย กองทุนบัวหลวง

การประกาศยุบสภาของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กับนัยยะทางเศรษฐกิจ

ฐนิตา ตุมราศวิน
Economic Research, Fund Management Group



เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะของญี่ปุ่นได้ประกาศยุบสภาอย่างเป็นทางการ และจะจัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ ซึ่งเร็วกว่ากำหนดเดิมที่นายอาเบะจะครบวาระในช่วงปลายปีหน้า โดยการยุบสภาครั้งนี้ มีเหตุผลหลักอยู่ 3 ประการด้วยกัน ได้แก่

  • คะแนนความนิยมของนายอาเบะที่เพิ่มขึ้นแตะระดับ 40-50% จากเดิมที่ร่วงลงไปอยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ที่ราว 30% เนื่องจากข่าวลือเรื่องความไม่โปร่งใสของนายอาเบะและสมาชิกพรรคบางคน อย่างไรก็ดี ท่าทีที่เอาจริงเอาจังในการแก้ปัญหาความขัดแย้งกับเกาหลีเหนือของนายอาเบะ และตัวเลขจีดีพีในไตรมาส 2 ที่ออกมาดีกว่าที่คาด ได้ส่งผลให้คะแนนนิยมของอาเบะเริ่มกลับมา
  • ความไม่พร้อมของพรรคความหวัง (Kibo no To) ที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นก่อนการประกาศยุบสภาเพียง 3 วัน ภายใต้การนำของนางยูริโกะ โคอิเกะ ผู้ว่ากรุงโตเกียวคนปัจจุบัน ผู้ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสังกัดพรรค LDP แต่ได้ลาออกจากพรรค และสามารถเอาชนะพรรค LDP ได้ในการเลือกตั้งสภากรุงโตเกียวเมื่อต้นเดือนก.ค. ที่ผ่านมา ทำให้อาเบะเห็นว่า นี่เป็นโอกาสดีที่จะจัดการเลือกตั้งตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่พรรคความหวังจะเริ่มสะสมคะแนนความนิยม
  • ความแตกแยกในพรรคแกนนำฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น (Democratic Party of Japan: DPJ) ที่ส่วนหนึ่งหันไปลงสมัครในนามพรรคความหวัง และอีกส่วนได้จัดตั้งพรรคขึ้นมาใหม่ ทำให้การหาเสียงอาจเป็นไปได้อย่างไม่ราบรื่น นับเป็นความได้เปรียบของพรรค LDP

ความท้าทายของอาเบะในการกลับมาครองที่นั่งในสภาล่าง

ศึกการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการแย่งชิงที่นั่งในสภาล่างทั้งหมด 465 ที่นั่ง โดยก่อนหน้าที่จะประกาศยุบสภา พรรค LDP และพรรคร่วมรัฐบาล Komeito มีที่นั่งในสภาล่างจำนวนทั้งสิ้น 322 ที่นั่ง หรือประมาณ 70% ทั้งนี้ เรามองผลการเลือกตั้งว่า พรรค LDP น่าจะยังคงได้รับเสียงข้างมากอยู่ แต่อาจได้จำนวนที่นั่งลดลง สำหรับคู่แข่งที่สำคัญของพรรค LDP นั้น คงหนีไม่พ้นพรรคความหวังของนางโคอิเกะ ซึ่งตั้งเป้าหมายว่าจะส่งผู้สมัครเพื่อชิงที่นั่งในสภาล่างเกินครึ่งของที่นั่งทั้งหมด เป็นจำนวน 233 คน อย่างไรก็ดี นางโคอิเกะกลับปฎิเสธที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งด้วยตนเอง เนื่องจากยังอยากปฎิบัติหน้าที่ผู้ว่ากรุงโตเกียวในช่วงที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพโอลิมปิคปี 2020 อยู่



ในด้านนายมาเอะฮะระ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านหลัก DPJ ก็ได้ประกาศว่าพรรค DPJ จะถอนการรับรองผู้สมัครในทุกเขตเลือกตั้ง โดยจะมีเพียงนายมาเอะฮะระ และแกนนำพรรคบางคนที่จะลงสมัครในนามอิสระ ส่วนผู้สมัครคนอื่นนั้นให้ลงสมัครรับเลือกตั้งในฐานะผู้สมัครของพรรคความหวังของนางโคอิเกะ ทำให้สมาชิกพรรค DJP กว่า 100 คน ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งภายใต้สังกัดของพรรคความหวัง ทั้งนี้ เรามองว่า การที่พรรค DPJ หันไปจับมือกับพรรคน้องใหม่มาแรงของนางโคอิเกะนั้น ก็เพื่อหวังจะโค่นล้มอำนาจของพรรค LDP ให้ได้ กระนั้น สมาชิกพรรคหลายคนกลับคัดค้านแนวคิดนี้ และปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกับนางโคอิเกะ โดยเฉพาะกลุ่มแนวคิดเสรีนิยมที่ไม่เห็นด้วยกับพรรคความหวังในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสนับสนุนกองทัพญี่ปุ่น จึงได้รวมตัวกันตั้งพรรคใหม่ขึ้นมาอีกพรรคหนึ่งชื่อว่า Constitutional Democratic Party of Japan (CDP) ส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งนี้ กลายเป็นการต่อสู้กันของทั้ง 3 ขั้วอำนาจ



นัยยะของการเลือกตั้งต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น

ในอดีตที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่า เมื่อมีการประกาศยุบสภา และจัดการเลือกตั้งใหม่ ทิศทางตลาดญี่ปุ่นมักจะตอบรับข่าวเป็นเชิงบวก ซึ่งในครั้งนี้ก็เช่นกัน หลังจากนายอาเบะแสดงท่าทีว่าจะยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ ดัชนี Nikkei 225 ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นมายืนอยู่เหนือระดับ 20,000 จุด เนื่องจากนักลงทุนต่างมองว่า สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศน่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นหลังการเลือกตั้ง โดยคาดว่า อาเบะจะได้คะแนนเสียงข้างมากตามเดิม ทำให้นโยบายทางเศรษฐกิจ (Abenomics) สามารถดำเนินไปได้ต่อเนื่อง ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น ภายหลังอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ออกมาดีเกินคาดที่ 2.5% QoQ Annualized



ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาความเหมือนและความแตกต่างในนโยบายของพรรค LDP และความหวังนั้น จะพบว่าสิ่งที่นางโคอิเกะคิดตรงกันกับนายอาเบะ คือ การแก้รัฐธรรมนูญในหัวข้อที่เกี่ยวกับอำนาจกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น (Article 9) เนื่องจากทั้งสองคนต่างเป็นนักการเมืองหัวอนุรักษ์นิยมเหมือนกัน ในขณะที่ นางโคอิเกะไม่เห็นด้วยกับนายอาเบะในประเด็นการขึ้นภาษีบริโภค (Consumption Tax) และการใช้แหล่งพลังงานนิวเคลียร์ โดยนายอาเบะสนับสนุนการขึ้นภาษีในปี 2019 จาก 8% เป็น 10% เพื่อนำรายได้รัฐมาพัฒนาประเทศด้านการศึกษา และสวัสดิการสังคม รวมถึงลดการขาดดุลทางการคลัง ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจทางหนึ่ง แต่นางโคอิเกะมองว่า การขึ้นภาษีจะทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่กำลังโตอย่างช้าๆ ต้องสะดุดลง อย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นในอดีตหลังนายอาเบะปรับภาษีบริโภคขึ้นจาก 5% เป็น 8% ในปี 2014 สำหรับในด้านการใช้พลังงานนิวเคลียร์ พรรค LDP ยืนยันที่จะให้พลังงานนิวเคลียร์เป็นแหล่งพลังงานหลักของประเทศ ซึ่งตรงกันข้ามกับนางโคอิเกะที่มีเป้าหมายจะยกเลิกการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในประเทศภายในปี 2030 และเพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทนเป็น 30%



จากข้างต้นจะเห็นว่า ถ้าพรรค LDP ชนะการเลือกตั้ง และนายอาเบะได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ภาษีบริโภคก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะปรับขึ้นในปี 2019 และคงกระทบเศรษฐกิจญี่ปุ่นอยู่บ้าง แต่เรามองว่าน่าเป็นแค่ในระยะสั้น ส่วนนโยบายเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐด้านการศึกษา และสวัสดิการสังคมนั้น น่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นได้ ขณะที่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ภายใต้การนำของนายคุโรดะ ผู้ซึ่งถูกเลือกมาโดยนายอาเบะก็คาดว่า จะดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไปให้สอดคล้องกับนโยบายธนู 3 ดอก

ในทางกลับกัน ถ้าหากพรรคความหวังของนางโคอิเกะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็จะสร้างความผันผวนให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นค่อนข้างมาก เนื่องจากผิดคาดจากที่ตลาดคาดการณ์ และมีความเป็นไปได้ที่นางโคอิเกะจะสนับสนุนให้ลดขนาดการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายลง จากการส่งสัญญาณก่อนหน้านี้ และส่งผลไปถึงการเลือกผู้ว่า BoJ คนใหม่ในเดือนเมษายนปีหน้า หลังนายคุโรดะหมดวาระ ซึ่งจะกระทบแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินของ BoJ และค่าเงินเยนอย่างมีนัยสำคัญ

กองทุนบัวหลวงมองว่า หากผลสำรวจความเห็นของประชาชนล่าสุดตรงกับผลการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเดือนหน้า พรรค LDP และพรรค Komeito น่าจะยังครองเสียงข้างมากในสภาล่างไว้ได้ และนายอาเบะก็คงจะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกสมัย ทั้งนี้ พรรค LDP จะต้องเน้นการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้มีน้ำหนักมากกว่าความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตลาดถึงจะตอบรับเชิงบวกมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหากพรรค LDP สามารถกุมที่นั่งได้ถึง 2 ใน 3 ของสภาล่าง ก็จะยิ่งส่งเสริม sentiment ในตลาดให้ดีขึ้น เนื่องจากความมีเสถียรภาพทางการเมือง และความต่อเนื่องของนโยบายต่างๆ นอกจากนี้ หากนายอาเบะสามารถเอาชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ได้ จะทำให้เขากลายเป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นนับแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่สองเลยทีเดียว