Economic Note โดย กองทุนบัวหลวง

ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2017 โต 3.6% หลังภาคเอกชนฟื้นตัวดี

ฐนิตา ตุมราศวิน และ ณัฐพัช กิตติปวณิชย์
Economic Research, Fund Management Group



หลังเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีที่ 3.3% YoY นั้น ล่าสุด ตัวเลขจีดีพีของไตรมาส 2 ก็อยู่ในระดับสูงถึง 3.7% YoY ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้มาก และส่งผลให้เศรษฐกิจในครึ่งปีแรกเติบโต 3.5% YoY ด้วยเหตุนี้ เราจึงปรับประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2017 จากเดิม 3.3% มาเป็น 3.6% โดยมีสาเหตุหลักมาจากการส่งออก การบริโภค และการลงทุนของภาคเอกชนที่เติบโตดีกว่าคาด ขณะที่ การลงทุนภาครัฐปรับประมาณการลงจากเดิม ตามการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้า ดังมีรายละเอียด ดังนี้

เราปรับประมาณการการขยายตัวของมูลค่าการส่งออก (ในรูปดอลลาร์ฯ) เป็น 7.0% หลังจากในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2017 การส่งออกสามารถขยายตัวได้ถึง 7.4% YoY โดยเป็นผลมาจากปริมาณการส่งออกที่เพิ่มขึ้นตามอุปสงค์ในตลาดโลกที่ฟื้นตัว และราคาสินค้าบางประเภทที่สูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้า ซึ่งเราคาดว่าโมเมนตัมการขยายตัวนี้น่าจะดีต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี โดยการส่งออกสินค้าเกษตรน่าจะได้ประโยชน์จากผลผลิตที่ออกมามากกว่าในปีที่แล้วที่เกิดภัยแล้ง



ขณะที่ สินค้าอุตสาหกรรม อาทิ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ และชิ้นส่วนยานยนต์ ก็มีแนวโน้มส่งออกได้ดีตามความต้องการในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น แม้ผลด้านราคาน่าจะชะลอตัวลง จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมัน และยางพาราที่ลดลงมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า ทั้งนี้ ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงน้อยกว่าที่คาดไว้ จากทิศทางนโยบายทางการเงินของสหรัฐฯ ยังคงเป็นแรงกดดันการส่งออกไทยในระยะข้างหน้า แต่เรามองว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบรุนแรงมากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ดี



การบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 2/2017 แม้จะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจากไตรมาสแรก แต่ก็ยังถือว่าขยายตัวได้ดีในหลายรายสินค้า รวมทั้งยอดขายสินค้าคงทนประเภทรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ก็ยังเติบโตต่อเนื่อง ทั้งนี้ เราได้ปรับประมาณการการบริโภคภาคเอกชนเป็นขยายตัว 3.0% จากเดิม 2.5% ตามรายได้ผู้บริโภคที่สูงขึ้นกว่าประมาณการครั้งก่อน โดยเฉพาะรายได้ของแรงงานในภาคเกษตร ภาคธุรกิจส่งออก และภาคการท่องเที่ยว ประกอบกับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของรัฐบาล ที่เพิ่งผ่านมติคณะรัฐมนตรีไป ก็น่าจะเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนได้ โดยรัฐบาลตั้งงบประมาณในระยะแรกไว้ 4.6 หมื่นล้านบาท และจะเริ่มโครงการในวันที่ 1 ต.ค. 2017



นอกจากนี้แล้ว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ โดยเฉพาะในภาคบริการ อาทิ ร้านอาหาร และโรงแรม โดยในช่วง 7 เดือนแรก นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทยเป็นจำนวน 20.41 ล้านคน หรือเท่ากับเติบโต 4.5% YoY สำหรับในช่วงที่เหลือของปี เราคาดว่า นักท่องเที่ยวจีนน่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของภาคการท่องเที่ยวไทย และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นแตะระดับ 35 ล้านคนในปีนี้อีกด้วย ส่วนในด้านการใช้จ่ายของภาครัฐ ซึ่งมาจากงบประมาณประจำนั้น เราคงประมาณการไว้เท่าเดิมจากการประมาณการครั้งก่อนหน้าที่ 1.4%



การลงทุนในประเทศ (รวมการลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชน) ในไตรมาส 2/2017 ขยายตัวเพียง 0.4% YoY ชะลอลงจาก 1.7% YoY ในไตรมาสก่อนหน้า อันเป็นผลมาจากการลงทุนภาครัฐที่หดตัว ทำให้เรามีการปรับตัวเลขการขยายตัวของการลงทุนในประเทศ โดยการลงทุนภาคเอกชนที่เคยเป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา กลับเริ่มขยายตัวได้ดีขึ้น ขณะที่การลงทุนภาครัฐที่เป็นความหวังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย กลับเริ่มสูญเสียโมเมนตัม และมีแนวโน้มชะลอตัวลงกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า

ในไตรมาส 2/2017 การลงทุนภาครัฐหดตัวถึง -7.0% YoY หลังเพิ่มขึ้น 9.7% YoY ในไตรมาสแรก ส่วนหนึ่งเกิดจากการลงทุนของรัฐบาลที่ลดลง -18.2% YoY สอดคล้องกับการย่อลงของยอดเบิกจ่ายงบลงทุนที่เหลือเพียง 8.35 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมีการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนไปเมื่อต้นปีงบประมาณ (Frontload) ประกอบกับผลของเม็ดเงินอัดฉีดขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้หมดไป หลังสิ้นสุดโครงการกระตุ้นการลงทุนหลายโครงการ อาทิ มาตรการเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล และโครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เป็นต้น อย่างไรก็ดี การลงทุนของรัฐวิสาหกิจในไตรมาส 2/2017 กลับทะยานขึ้น 20.5% YoY จากกิจกรรมก่อสร้างใหม่ๆ เช่น การพัฒนาที่อยู่อาศัยของการเคหะแห่งชาติ การยกระดับระบบจำหน่ายกระแสไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง และโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสายสีเขียว หมอชิต - คูคต ภายใต้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เป็นต้น



สำหรับในช่วงที่เหลือของปี 2017 เราคาดว่าการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวในอัตราที่ลดลงกว่าที่เคยประมาณการไว้ และทำให้ทั้งปี การลงทุนภาครัฐขยายตัวเพียง 4.4% จากเดิมที่เรามองว่าจะเติบโตถึง 9.5% โดยขาดปัจจัยกระตุ้นจากมาตรการส่งเสริมของรัฐ และเป็นผลของฐานที่สูงในปีก่อนหน้า อย่างไรก็ดี รัฐวิสาหกิจยังมีโครงการที่เริ่มก่อสร้างอย่างไม่ขาดสาย จากโครงการที่ได้ทำการประมูลไปแล้ว เช่น รถไฟฟ้าสายสีเหลือง และสีชมพูมูลค่ารวมกันกว่า 1.1 แสนล้านบาท และรถไฟฟ้าทางคู่หลายเส้นทางที่กำลังอยู่ในช่วงการประมูล โดยน่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงต้นปีหน้า สอดคล้องกับแผนลงทุนของรัฐวิสาหกิจอีกหลายแห่งที่ยังไม่มีสัญญาณว่าจะชะลอตัวลง อาทิ การไฟฟ้านครหลวงที่มีแผนลงทุนเพิ่มอีก 8.3 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับการความต้องการใช้ไฟฟ้าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2016-21 เป็นต้น



ส่วนด้านการลงทุนภาคเอกชนนั้น กลับมีภาพที่ตรงกันข้ามกับการลงทุนภาครัฐ คือ ในไตรมาส 2/2017 ปรับตัวเร่งขึ้นเป็น 3.2% YoY หลังจากที่หดตัว -1.1% YoY ในไตรมาสแรก ด้วยการลงทุนหมวดอาคารที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น 3.0% YoY สืบเนื่องมาจากการก่อสร้างคอนโดมีเนียมที่ขยายตัวดี โดยเฉพาะโครงการตามแนวรถไฟฟ้าสีน้ำเงินและสีเขียวตอนเหนือ ทำให้ในช่วงครึ่งหลังของปี จำนวนยูนิตในตลาดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะ 40,000 ยูนิต จาก 31,000 ยูนิตในครึ่งปีแรก สะท้อนถึงการลงทุนก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยที่เข้ามาพร้อมกับการลงทุนของภาครัฐ ขณะเดียวกัน การลงทุนในอาคารที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยก็ขยายตัวได้ 5.6% YoY จากการเร่งก่อสร้างโรงแรม ตามปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลายไตรมาสที่ผ่านมา ประกอบกับการขยายกำลังรองรับผู้ป่วยของบริษัทขนาดกลางในอุตสาหกรรมบริการสุขภาพหลายแห่งด้วย

หลังจากนี้ไป เรามองว่า การลงทุนของเอกชนจะค่อยๆกระเตื้องขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการเร่งสั่งซื้อสินค้าทุนต่างๆ เพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของอุปสงค์และการค้าระหว่างประเทศ ส่วนด้านการก่อสร้าง ก็น่าจะได้รับการปลดล็อคหลังจาก พรบ. โครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก ( Eastern Economic Corridor: EEC) เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคณะรัฐมนตรีช่วงเดือน ต.ค. ปีนี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ลงทุนในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีและมาตรการอำนวยความสะดวกต่างๆ นอกจากนั้น ภายในตัวเมืองกรุงเทพฯ ยังมีโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รูปแบบผสม หรือ Mixed-Use Complex ขนาดยักษ์ใหญ่หลายแห่ง อันประกอบด้วยโรงแรม อาคารที่พักอาศัย ศูนย์การค้า และอาคารสํานักงาน ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ หรือกำลังจะเริ่มก่อสร้างในเร็วๆนี้ ซึ่งจะเข้ามาช่วยหนุนตัวเลขการลงทุนอีกแรงหนึ่ง เราจึงคาดว่า ปีนี้การลงทุนภาคเอกชนน่าจะเติบโต 2.7% จากเดิมที่คาดไว้ 1.1%

โดยสรุป จากการปรับเพิ่มประมาณการการบริโภค การลงทุนของภาคเอกชน และการส่งออกขึ้น บวกกับการลดอัตราการขยายตัวของการลงทุนภาครัฐลง ส่งผลให้ทั้งปีนี้ เราคาดว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตได้ 3.6% เร่งตัวขึ้นจาก 3.2% ในปีที่ผ่านมา ส่วนด้านอัตราเงินเฟ้อ เรามองว่า จะขยายตัว 0.6% ลดลงจากประมาณการครั้งก่อนหน้าที่ 1.0% เนื่องจากแม้อัตราเงินเฟ้อจะเริ่มฟื้นตัว แต่เป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ถือว่ายังต่ำอยู่ เห็นได้จากในช่วง 8 เดือนแรกของปี อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่แค่เพียง 0.57% YoY โดยเรามองว่า ในช่วงที่เหลือของปี ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งมีผลต่อเงินเฟ้อของไทยค่อนข้างมาก น่าจะอยู่ในระดับราคาที่ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และสำหรับนโยบายการเงิน เราคาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.5% ไปตลอดทั้งปี 2017 จนถึงอย่างน้อยช่วงครึ่งแรกของปี 2018