Monthly Economic Review

"Global economy is picking up speed"


ASEAN This Month


อินโดนีเซีย



  • อินโดนีเซียมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงสุดเป็นประวัติการณ์แตะระดับ 1.302 แสนล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนธ.ค. 2017 เพิ่มขึ้นจาก 1.260 แสนล้านดอลลาร์ฯในเดือนก่อนหน้า อันเป็นผลมาจากการออกพันธบัตรของรัฐบาลที่จำหน่ายในต่างประเทศ และระดมเงินทุนเป็นสกุลต่างประเทศ (Global Bond) รวมทั้งรายได้จากการส่งออกสินค้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ


มาเลเซีย



  • ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (IP) ซึ่งเป็นมาตรวัดการผลิตจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ พลังงาน และการผลิตในเดือนพ.ย.ปรับตัวขึ้นมากกว่าที่ตลาดคาด จากภาคการผลิตที่ขยายตัว +2.8%YoY เพิ่มขึ้นจาก -1.2%YoY ในเดือนต.ค. นำโดยการผลิตสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ปิโตรเลียม และยานยนต์ ซึ่งช่วยชดเชยการชะลอตัวของภาคเหมืองแร่ และการผลิตไฟฟ้า
  • กระทรวงอุตสาหกรรมเพาะปลูกและโภคภัณฑ์ของมาเลเซียประกาศยกเว้นการจัดเก็บภาษีส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (Crude Palm Oil) เป็นเวลา 3 เดือนตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. 2017 เพื่อกระตุ้นการส่งออกน้ำมันปาล์ม ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้ปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศ อย่างไรก็ดี กระทรวงฯ อาจจะประกาศยกเลิกมาตรการก่อนกำหนดเวลา 3 เดือนหากสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบลดลงมาอยู่ที่ 1.6 ล้านตัน


ฟิลิปปินส์



  • GDP ของฟิลิปปินส์ ขยายตัว +6.6% YoY ในไตรมาสที่ 4/2017 จากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวที่ +7.0% YoY ทำให้การเติบโตทั้งปี 2017 อยู่ที่ +6.7% (ชะลอลงจาก GDP ปี 2016 ที่ +6.9%)
  • มาตรการปฏิรูประบบภาษีระลอกแรก (TRAIN) ได้รับการอนุมัติและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปี 2018 โดยมีผลทำให้อัตราภาษีส่วนบุคคลของประชากรส่วนใหญ่ลดลง แต่จะเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้นสำหรับสินค้าหลายรายการ เช่น น้ำตาล รถยนต์ และเชื้อเพลิง พร้อมทั้งปรับยกเลิกการลดหย่อนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าบางประเภท โดยรวมแล้วจะสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับรัฐบาลราว 1.3 แสนล้านเปโซในปีแรก
  • กระทรวงการคลัง ยื่นแผนปฏิรูปทางภาษีระลอกที่ 2 เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา โดยหวังจะปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงจาก 30% เหลือ 25% แต่จะทดแทนการจัดเก็บรายได้รัฐบาลที่หายไปจากการลดการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีบางรายการกับธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมให้สอดคล้องกับการสร้างประโยชน์ของกิจการเหล่านั้นให้กับเศรษฐกิจ
  • ยอดขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นเป็น +3.78 พันล้านดอลลาร์ฯในเดือน พ.ย. 2017 ภายหลังการส่งออกขยายตัวเพียง +1.6% YoY เพราะการส่งออกของเครื่องจักรและเครื่องมือภาคขนส่งหดตัวลงค่อนข้างมาก ระหว่างที่ยอดนำเข้าเติบโตถึง +18.5% YoY จึงกลับมาเป็นปัจจัยกดดันสกุลเงินเปโซต่อไป
  • การส่งเงินกลับประเทศของแรงงานฟิลิปปินส์โพ้นทะเล (OFW Cash Remittances) อยู่ที่ 2.26 พันล้านลอลลาร์ฯ หรือโต +2.0% YoY ในเดือน พ.ย. 2017 ชะลอตัวลงจากการขยายตัว +8.4% YoY เดือนก่อนหน้า เนื่องด้วยผลของฐานสูงเดือน พ.ย. 2016 ซึ่งโตถึง +18.5% YoY ประกอบกับการแข็งค่าขึ้นของเปโซในช่วงดังกล่างซึ่งอาจส่งผลลบต่อความต้องการโอนเงินกลับประเทศ


สิงคโปร์



  • GDP ไตรมาสที่ 4/2017 (Advance Estimate) สิงคโปร์ ขยายตัว +3.1% YoY ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้า (+5.4% YoY) โดยได้รับแรงหนุนจากภาคการผลิตที่ขยายตัวได้ +6.2% YoY และภาคบริการกระเตื้องขึ้นอย่างต่อเนื่อง +3.0% YoY แต่อุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจ เพราะยังหดตัวลงถึง -8.5% YoY ส่วน GDP ทั้งปี 2017 ขยายตัวที่ +3.5%
  • ยอดส่งออกสินค้าในประเทศไม่รวมน้ำมัน (NODX) เดือน ธ.ค. 2017 ชะลอที่ +3.1% YoY จากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่หดตัว -5.3% YoY ระหว่างที่ยอดส่งออกสินค้านอกภาคอิเล็กทรอนิกส์ก็ชะลอลงเหลือ +6.8% YoY โดยการส่งออก NODX สู่ประเทศจีนซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญนั้นหดตัวลงถึง -6.0% YoY และเนื่องจากสิงคโปร์เป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกค่อนข้างมาก จึงทำให้มุมมองเศรษฐกิจปีนี้อาจมีความสดใสน้อยลงไปบ้าง


เวียดนาม



  • รัฐบาลเวียดนามออกกฎหมายใหม่มาตรา 116 โดยเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศมากขึ้น และมีผลบังคับใช้ 1 ม.ค. 2018 ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้ารถยนต์เพิ่มสูงขึ้น และกระทบต่อการนำเข้า แม้ในวันเดียวกันจะมีการลดภาษีนำเข้ารถยนต์ขนาดไม่เกิน 9 ที่นั่งตามข้อตกลง AEC ลงเหลือ 0% จากเดิม 30% ก็ตาม




IMF revises GDP growth upward with brighter prospects



IMF ปรับเพิ่มประมาณการ GDP โลกปี 2018-2019 ขึ้น +0.2pp เป็น +3.9% YoY ซึ่งนับเป็นการขยายตัวสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2011 โดยได้ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ขึ้นในเกือบทุกภูมิภาค จากสภาวะทางการเงินที่ผ่อนคลายและความเชื่อมั่นที่อยู่ในระดับสูงจะช่วยหนุนอุปสงค์โลกต่อไป และส่งผลดีต่อภาคการส่งออก

ในรายประเทศพบว่า IMF ได้ปรับเพิ่ม GDP ของสหรัฐฯโดยนำปัจจัยจากการปฎิรูปภาษีเข้ามาเป็นปัจจัยสนับสนุนด้วย โดยเฉพาะในส่วนของการลดภาษีนิติบุคคลลงและแผนกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการคลัง ซึ่ง IMF คาดว่าจะส่งผลดีต่อเนื่องไปสู่ประเทศคู่ค้าหลักเช่นแคนาดาและเม็กซิโก

ส่วน GDP ของยูโรโซน, ญี่ปุ่น และจีน IMF ปรับขึ้นจากโมเมนตัมในภาคส่งออกที่มีแนวโน้มแข็งแกร่งต่อเนื่อง

ด้านความเสี่ยง IMF ได้กล่าวเตือนถึงเงินเฟ้อที่อาจเร่งตัวขึ้นและหนุนให้ Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้เร็วกว่าที่คาด ซึ่งจะส่งผลให้สภาวะทางการเงินทั่วโลกมีความตึงตัวขึ้น และส่งผลกดดันการลงทุนในตลาดรวมถึงการไหลเข้า-ออกของกระแสเงินทุน นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองในหลายประเทศ, ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสภาพอากาศที่แปรปรวน ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเนื่องจากปี 2017






Strong December PMI rounds off best year for global manufacturing



ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อรวม (Composite PMI) จัดทำโดย Markit เดือน ธ.ค. ของ ยูโรโซน, จีน ,และตลาดเกิดใหม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากทั้งภาคการผลิตและการบริการที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ดัชนีของสหรัฐฯปรับตัวลดลงตามภาคบริการ ส่วนดัชนีของญี่ปุ่นทรงตัวจากเดือนก่อน

สหรัฐฯ: ปรับตัวลดลง -0.4 จุด มาอยู่ที่ 54.1 จุด จากภาคบริการที่ปรับตัวลดลง (-0.8, 53.7 จุด) ขณะที่ภาคการผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2015 (+1.2, 55.1 จุด)

ยูโรโซน: ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น +0.6 จุด เป็น 58.1 จุด ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2011 จากทั้งภาคการผลิต (+0.5, 60.6 จุด) และภาคบริการ (+0.4, 56.6 จุด) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น หากพิจารณาเป็นรายประเทศ ดัชนีของเยอรมนี (+1.6, 58.9 จุด), อิตาลี (+0.5, 56.5 จุด) และสเปน (+0.2, 55.4 จุด) ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ดัชนีของฝรั่งเศส (-0.7, 59.6 จุด) ปรับตัวลดลง

อังกฤษ: ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย +0.1 จุด เป็น 54.9 จุด จากภาคบริการที่ปรับเพิ่มขึ้นดีกว่าคาด (+0.4, 54.2 จุด) ขณะที่ภาคการผลิตปรับตัวลดลง (-1.9, 56.3 จุด)

จีน: ดัชนีโดย Caixin ปรับตัวเพิ่มขึ้น +1.4 จุด เป็น 53.0 จุด ระดับสูงสุดของปีนี้ จากดัชนีทั้งภาคการผลิต (+0.7, 51.5 จุด) และภาคบริการ (+2.0, 53.9 จุด) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

ญี่ปุ่น: ดัชนีทรงตัวที่ 52.2 จุด เท่ากับเดือนก่อน จากภาคการผลิตที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี (54.0 จุด) ขณะที่ภาคบริการปรับลดลงเล็กน้อย (-0.1, 51.1 จุด)

ตลาดเกิดใหม่ (EM): ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น +1.1 จุด เป็น 53.0 จุด ระดับสูงสุดในรอบหลายปี จากทั้งภาคการผลิต (+0.5, 52.2 จุด) และภาคบริการ (+1.2, 52.7 จุด) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยดัชนีของอินเดียปรับตัวเพิ่มขึ้น +2.7 จุด เป็น 53.0 จุด ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2016 ขณะที่ดัชนีของบราซิลปรับตัวลดลงเล็กน้อย -0.1 จุด เป็น 48.8 จุด ตามภาคบริการ





เศรษฐกิจสหรัฐฯ

US economy grew at solid pace



ในเดือนธ.ค.ยังแข็งแกร่งต่อเนื่องสะท้อนจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่เพิ่มขึ้น +1.48 แสนราย จากเดือนก่อนหน้าที่+2.52 แสนราย หนุนโดยธุรกิจในกลุ่ม Healthcare ที่จ้างเพิ่มขึ้น +3.1 หมื่นตำแหน่ง กลุ่มก่อสร้างจ้างเพิ่มขึ้น +3.0 หมื่นตำแหน่ง และภาคอุตสาหกรรมจ้างเพิ่มขึ้น +2.5 หมื่นตำแหน่ง ส่วนธุรกิจในกลุ่มค้าปลีกกลับจ้างลดลง -2.0 หมื่นตำแหน่ง อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาเครื่องชี้ในกลุ่มแรงงานอื่นๆ ได้แก่ อัตราว่างงาน (ที่ 4.1% เป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่ปี 2000) ด้านรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมง (Average Hourly Earnings) ขยายตัว +2.5%YoY จากเดือนก่อนที่ +2.4%YoY ทำให้เรามองว่าตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งเป็นเครื่องชี้หนึ่งซึ่งสามารถสะท้อนการขยายตัวที่ดีของเศรษฐกิจสหรัฐฯ




อัตราเงินเฟ้อ Core CPI ธ.ค. เร่งตัวขึ้นเป็น +0.3% MoM สูงสุดตั้งแต่ ม.ค. 2017 เงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมราคาอาหารสดและน้ำมัน (Core CPI) เดือน ธ.ค. ฟื้นตัวขึ้นมากสุดตั้งแต่เงินเฟ้อลดลงไปในเดือน มี.ค. 2017 โดยเพิ่มขึ้น +0.3% MoM จากเดือนก่อนที่ +0.1%MoM

เมื่อเทียบรายปี อัตราเงินเฟ้อ Core CPI ขยายตัว+1.8% YoY จาก +1.7% YoY ในเดือนก่อนเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบ 11 เดือนจากราคาค่าเช่าบ้าน รายจ่ายด้านสุขภาพ และยานยนต์ คณะกรรมการ FOMC จะมีการประชุมในวันที่ 30-31 ม.ค. นี้ ซึ่งเราและตลาดคาดว่าจะคงนโยบายการเงินตามเดิม แต่มีความเป็นไปได้ที่คณะกรรมการนโยบายการเงินจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งต่อไปในเดือน มี.ค. ซึ่งขณะนี้ตลาดประเมินความน่าจะเป็นที่ดอกเบี้ยจะปรับขึ้น (Fed Fund Futures) ในเดือน มี.ค. ที่ 88.2% เพิ่มขึ้นจากก่อนรายงานตัวเลขเงินเฟ้อที่ 82%



Spending in the US capping continued growth in online sales


ยอดค้าปลีก (Retail sales) เดือน ธ.ค. ขยายตัว +0.4% MoM โดยเมื่อเทียบกับเดือนก่อน ยอดค้าปลีกได้ชะลอตัวลงจากการปรับขึ้นของรายงานเดือนก่อนเป็น +0.9% MoM ในรายสินค้าที่พบว่ายอดขายขยายตัวได้แก่ กลุ่มทำสวนและวัสดุก่อสร้าง, ยานยนต์และชิ้นส่วน, เฟอร์นิเจอร์, ร้านอาหารและเครื่องดื่ม, ร้านค้าเพื่อสุขภาพ เป็นต้น

เมื่อเทียบรายปี ยอดค้าปลีกขยายตัว +5.4% YoY ชะลอเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว +6.0% YoY ส่งผลให้ยอดค้าปลีกของปี 2017 ขยายตัว +4.6% สูงสุดในรอบ 5 ปี ยอดค้าปลีกที่ขยายตัวได้ดี และการปรับขึ้นของรายงานเดือนก่อน ส่งผลให้ตลาดคาดว่าตัวเลข GDP ไตรมาส 4/2017 ที่จะรายงานในวันที่ 26 ม.ค. นี้ อาจขยายตัวดีกว่าคาด





เศรษฐกิจยูโรโซน

ECB is open to reconsider policy guidance to align it a strengthening economy



GDP ไตรมาส 3/2017 (ประมาณการสุดท้าย) เติบโต +0.6% QoQ sa ช้าลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ +0.7% QoQ sa เล็กน้อย แต่คงที่จากประมาณการครั้งก่อนหน้า และยังนับว่าเป็นการขยายตัวในระดับสูง มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • การบริโภคเอกชน โต +0.3% QoQ sa และยังเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ แม้ว่าจะชะลอลงจากการเติบโตในหลายไตรมาสที่ผ่านมาก็ตาม โดยล่าสุดดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขึ้นมาอยู่ที่ 0.5 ในเดือน ธ.ค. 2017 นับว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2000 ขณะที่การว่างงานย่อลงอย่างต่อเนื่องเหลือ 8.7% สำหรับเดือน ส.ค. 2017 แต่อัตราค่าจ้างยังไม่ฟื้นตัวมากนัก และอาจเป็นปัจจัยที่รั้งการบริโภคครัวเรือนอยู่บ้าง


  • การลงทุน ขยายตัวดีที่ +1.1% QoQ sa ภายใต้การดำเนินนโยบายการเงินที่ยังผ่อนคลายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่อยู่ในระดับสูง หลังจากความไม่แน่นอนทางการเมืองผ่านพ้นไปแล้วหลายเหตุการณ์ นอกจากนั้น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (Composite PMI) ชี้ว่าผู้ประกอบการในยุโรปยังคงต้องการลงทุนและจ้างงานเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับกำลังการผลิตซึ่งพุ่งขึ้นเหนือ 83% สู่ระดับสูงที่สุดตั้งแต่ปี 2009

  • การส่งออก เร่งขึ้น +1.2% QoQ sa ระหว่างที่ยอดนำเข้าชะลอลง +1.1% QoQ sa จากไตรมาสก่อน ทำให้ดุลการค้าปรับตัวดีขึ้น โดยการส่งออกไปประเทศจีนยังขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ตาม หากมองออกไปข้างหน้า อุปสงค์จีนมีแนวโน้มชะลอตัวลงในปี 2018 จากมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจ และอาจกลับมากระทบกับตัวเลขการส่งออกของยุโรปได้เช่นกัน

ทั้งนี้ GDP ไตรมาส 4/2017 (Preliminary Flash Estimate) จะประกาศในช่วงปลายเดือน ม.ค. ซึ่งเราคาดทั้งปี 2017 เศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว +2.4% สำหรับปี2018 น่าจะขยายตัวที่ +2.3%

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปย่อลงเป็น +1.4% YoY ในเดือน ธ.ค. 2017 จากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าลง +2.9% YoY ส่วนราคาอาหารสดชะลอลง +1.9% YoY ส่วนราคาของบริการต่างๆขยายตัวในอัตราคงที่ +1.2% YoY แต่อัตราเงินเฟ้อกลับเร่งขึ้นสำหรับหมวดอาหารแปรรูป เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ รวมถึงสินค้าอุตสาหกรรมนอกภาคพลังงาน โดยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมราคาอาหารและสินค้าเชื้อเพลิง) ยังทรงตัวอยู่ที่ +0.9% YoY

รายงานการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งเป็นการสรุปการประชุมนโยบายการเงินเดือน ต.ค. 2017 สะท้อนสัญญาณเชิงรุกกล่าวคือ คณะกรรมการ ECB เห็นว่าควรพิจารณาเปลี่ยนการให้แนวโน้มทิศทางนโยบายการเงิน (Policy Guidance) ให้ตลาดได้รับรู้ตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้ เพื่อปูทางไปสู่การยุติมาตรการกระตุ้น (QE) ส่งผลให้ค่าเงินยูโรแข็งขึ้นถึงราว 1% ทันทีหลังการเผยแพร่เอกสารดังกล่าว อย่างไรก็ดี เราคาดว่า ECB จะคงการเข้าซื้อสินทรัพย์ขนาดเดือนละ 3 หมื่นล้านยูโรต่อไปจนถึงเดือน ก.ย. 2018 เป็นอย่างน้อย และจะไม่ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นจนกว่าจะก้าวเข้าสู่ปี 2019

ตลาดจึงหันความสนใจไปยังสถานการณ์หนี้สินในระบบการเงินของแต่ละประเทศรวมถึงของภาคเอกชนด้วย เนื่องจากหากว่าอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายการกู้ยืมของบริษัทต่างๆเพิ่มขึ้นตามไป และอาจกลับมาเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อวงจรการฟื้นตัวของเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยจากการศึกษาเราพบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่เดินหน้าปรับลดหนี้สินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2012 ยกเว้นในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งระดับหนี้สินภาคเอกชนต่อ GDP ไต่ขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 146.9% (2016) แต่เมื่อเจาะลึกในรายละเอียด พบว่ามูลค่าตราสารหนี้ระยะสั้นและระยะยาวรุ่นที่มีดอกเบี้ยลอยตัวรวมกันอยู่ต่ำกว่า 10% ของผลผลิตภาคเอกชนเท่านั้น ทำให้บริษัทต่างๆน่าจะสามารถปรับตัวกับสภาพดอกเบี้ยขาขึ้นได้ ดังนั้น ในภาพรวมเราจึงคาดว่าการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นในรอบนี้จะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์หนี้สินภาคเอกชนยุโรปในกรอบจำกัด





เศรษฐกิจญี่ปุ่น

The government lifts economic view as Japan’s consumption picks up



รัฐบาลญี่ปุ่นปรับเพิ่มประเมินภาวะเศรษฐกิจเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน โดยจากรายงานภาวะเศรษฐกิจของรัฐบาลในเดือนล่าสุดได้เปลี่ยนจากคำว่า เศรษฐกิจ “ค่อยๆฟิ้นตัว” เป็น “กำลังฟื้นตัว” เนื่องจากมีมุมมองที่ดีขึ้นต่อการใช้จ่ายของครัวเรือน และภาวะการจ้างแรงงานในประเทศ โดยหลายตัวเลขชี้วัดต่างบ่งชี้ว่าการบริโภคภาคเอกชนยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และมูลค่ายอดค้าปลีกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับตัวเลขจีดีพีในไตรมาส 3/2017 ที่เศรษฐกิจขยายตัวเป็นไตรมาสที่ 7 ติดต่อกัน และยาวนานที่สุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่ การส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญในปีนี้ ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐาน (ไม่รวมเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมต่อเรือและไฟฟ้า) ที่เป็นตัวชี้วัดการใช้จ่ายด้านทุนของบริษัทเอกชนในเดือนพ.ย.นั้น ปรับตัวขึ้น +5.7%MoM สู่ระดับ 8.992 แสนล้านเยน หลังจากที่เพิ่มขึ้น +5.0%MoM ในเดือนต.ค.

ด้านดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อค้าส่งขยายตัว +2.4% YoY ในปี 2017 นับเป็นการปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี โดยได้ปัจจัยหนุนจากการพุ่งขึ้นของต้นทุนด้านพลังงาน รวมทั้งราคาทองแดงที่ปรับตัวขึ้น +12.6% ตามอุปสงค์จากสหรัฐฯ และจีน และราคาเหล็กกล้าที่เพิ่มขึ้น +9.2% จากการขยายตัวของภาคการก่อสร้างในญี่ปุ่น เพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกของกรุงโตเกียวในปี 2020 ทั้งนี้ นายคุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) มองว่า อัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มขยายตัวขึ้นสู่ระดับเป้าหมายของ BoJ ที่ 2.0% เนื่องจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยได้แรงหนุนจากมาตรการทางการเงินของ BoJ ที่ยังถือว่าอยู่ในระดับผ่อนคลาย การฟื้นตัวของภาคการผลิตที่ได้อานิสงส์จากการส่งออก และการคาดการณ์เงินเฟ้อที่ปรับตัวขึ้นในระยะกลางจนถึงระยะยาว

Abe demands 3% pay rise to drive Japan's economy


สำหรับนโยบายทางการคลัง นายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ ออกมาแถลงขอความร่วมมือให้บริษัทเอกชนของญี่ปุ่นขึ้นค่าแรงงานอย่างน้อย 3% ในช่วงมี.ค.-พ.ค. ที่กำลังจะถึงนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการจัดการกับเงินฝืด โดยรัฐบาลมีแผนเสนอร่างกฎหมายต่อที่ประชุมรัฐสภาสมัยสามัญในปลายเดือนนี้ ให้ลดภาษีรายได้นิติบุคคลกับบริษัทที่ขึ้นค่าจ้างแรงงาน 3% หรือมากกว่า จากระดับ 30% เป็นระดับ 25% ซึ่งแผนการดังกล่าวน่าจะทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่บางแห่งของญี่ปุ่นยอมปรับเพิ่มค่าจ้างอย่างน้อย 3% อย่างไรก็ดี อาจไม่มีผลต่อบริษัทขนาดเล็กที่จ่ายภาษีต่ำกว่า 25% อยู่แล้ว สำหรับในปี 2018 มีความเป็นไปได้ที่ค่าแรงงานญี่ปุ่นในภาพรวมจะปรับเพิ่มขึ้นถึง 1% ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1997 อันเนื่องจากกำไรของบริษัทที่สูงขึ้นจากยอดการส่งออกที่ดีขึ้น บวกกับภาวะตลาดแรงงานที่เริ่มตึงตัว มีจำนวนแรงงานจำกัดมากขึ้นในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้เป็นแรงกดดันในการปรับขึ้นเงินเดือนเช่นกัน





เศรษฐกิจจีน

Moderate inflation pressure gives PBoC more policy space



ทุนสำรองระหว่างประเทศในเดือนพ.ย. (Foreign Exchange Reserves) เพิ่มขึ้น +2.06 หมื่นดอลลาร์ฯ สู่ระดับ 3.14 ล้านล้านดอลลาร์ฯ เป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 11 เดือนติดต่อกัน สำหรับตัวเลขทั้งปี 2017 ทุนสำรองเพิ่มขึ้น +1.29 แสนล้านดอลลาร์ฯ(เมื่อเทียบกับ -3.2 แสนล้านดอลลาร์ฯในปี 2016) ซึ่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2014 จากการใช้มาตรการควบคุมเงินไหลออกและเงินหยวนที่มีเสถียรภาพซึ่งในช่วงเดือนธ.ค.ที่ผ่านมาเงินหยวนแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ฯ +1.5% และแข็งค่าเมื่อเทียบกับตะกร้า CFETS +0.5% ทั้งนี้ค่าเงินหยวน ณ วันที่ 23 ม.ค. อยู่ที่ 6.39 หยวน/ดอลลาร์ฯ

เงินเฟ้อเดือน ธ.ค. เร่งตัวขึ้น ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตชะลอตัวลง อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) เดือน ธ.ค. เร่งตัวขึ้นเป็น +1.8% YoY จาก +1.7% YoY ในเดือนก่อน เมื่อเทียบรายเดือนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปขยับมาอยู่ที่ 0.3% MoM จากที่ Flat ในเดือนพ.ย. ทั้งปี 2017 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของจีนอยู่ที่ 1.6% ต่ำกว่าปี 2016 ซึ่งอยู่ที่ 2.0% และยังห่างจากเป้าหมายรัฐบาลที่ 3.0%

ในรายสินค้า ระดับราคาอาหารหดตัวที่-0.4% YoY (แต่ขยับดีขึ้นเมื่อเทียบรายเดือนที่ +1.1% MoM เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูหนาวทำให้ราคาอาหารปรับขึ้น) ในรายสินค้าที่ราคาปรับขึ้นเมื่อเทียบรายเดือนได้แก่ ผลไม้ (+5.5% MoM) ไข่ (+11.4% MoM) เนื้อหมู (+1.1%MoM) ผลิตภัณฑ์ประมง (+1.1% MoM) และผัก (+1.0% MoM) สำหรับราคาสินค้าที่ไม่ใช่อาหารชะลอเล็กน้อยมาอยู่ที่ +2.4% YoY เมื่อเทียบรายเดือนยังคงที่ที่ +0.1% MoM มาเป็นเวลาสามเดือนติดต่อกัน ในรายสินค้าพบว่าระดับราคาแกสโซลีน ดีเซล และ LPG ปรับขึ้นเมื่อเทียบรายเดือน

ส่วนดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ชะลอตัวลงเป็น +4.9% YoY จาก +5.8% YoY ในเดือนก่อน โดยชะลอตัวลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2016 เมื่อเทียบรายเดือน PPI ปรับขึ้น 0.8% MoM จากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 0.5% MoM ในรายสาขาธุรกิจที่ระดับราคาผู้ผลิตปรับขึ้นได้แก่ กลุ่มเหมืองแร่ และวัตถุดิบในการผลิต

การค้าเดือนธ.ค.ชะลอลง การส่งออกจีนเดือนธ.ค.ขยายตัวที่ +10.9% YoY (ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งขยายตัวที่ +12.3% YoY) ส่วนการนำเข้าขยายตัวที่ +4.5% YoY (ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ +17.7% YoY) ทำให้ดุลการค้าของจีนในเดือนธ.ค.เกินดุลอยู่ที่ 54.7 พันล้านดอลลาร์ฯ จากเดือนก่อนหน้าที่เกินดุล 39.0 พันล้านดอลลาร์ฯ สำหรับทั้งปี 2017 การส่งออกจีนขยายตัว 8.3% ส่วนการนำเข้าขยายตัวที่ 15.9% จากปี 2016 ที่การส่งออกหดตัว -7.7% และการนำเข้าหดตัว -5.4% ตามลำดับ ส่วนดุลการค้าของจีนทั้งปี 2017 เกินดุลอยู่ที่ +430.7 พันล้านดอลลาร์ฯ จากปี 2016 ซึ่งเกินดุลที่ +509.7 พันล้านดอลลาร์ฯ

ในรายสินค้า สินค้ากลุ่มแรงงานเข้มข้นไม่ขยายตัวในเดือนธ.ค. ด้านสินค้าขั้นสุดท้ายชะลอลงเล็กน้อยโดยขยายตัวที่ +14.3% YoY (เดือนก่อนหน้าขยายตัว +17.5% YoY) สำหรับกลุ่มสินค้าอื่นที่ขยายตัวดีกว่าเดือนก่อนหน้าได้แก่ สินค้าที่เข้าสู่กระบวนการผลิตต่อและสินค้าในกลุ่ม High-tech ส่วนสินค้านำเข้ากลุ่มทองแดง (+36.0% YoY จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว +37.8% YoY) และน้ำมันดิบชะลอลง (+21.4% YoY จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว +36.7% YoY) ขณะที่การนำเข้าแร่เหล็กพลิกกลับมาหดตัวที่ -9.9% YoY

มองไปข้างหน้าในปี 2018 เราคิดว่าการส่งออกของจีนจะได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โครงสร้างสินค้าส่งออกของจีนจะเปลี่ยนไปเน้นในกลุ่มสินค้า High-tech มากขึ้น ส่วนสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น หรือสินค้าที่ทำลายสิ่งแวดล้อมอาจจะลดความสำคัญลงไป

ยอดระดมทุนเดือน ธ.ค. ลดลงจากเดือนก่อนหน้าส่วนนโยบายการเงินมีความเข้มงวดหลังการประชุมใหญ่ ยอดระดมทุนรวมสุทธิ (Total Social Financing) เดือน ธ.ค. ลดลงเป็น 1.14 ล้านล้านหยวน จาก 1.6 ล้านล้านหยวนในเดือนก่อน

ยอดปล่อยสินเชื่อสกุลเงินหยวนลดลงเกือบครึ่งเป็น 5.84 แสนล้านหยวน จาก 1.12 ล้านล้านหยวนในเดือนก่อน จากสินเชื่อส่วนบุคคลระยะสั้นที่ลดลงค่อนข้างมาก (1.1 หมื่นล้านหยวน จาก 2.03 แสนล้านหยวนเดือนก่อน)

การระดมทุนผ่านหุ้นกู้ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็น 6.2 หมื่นล้านหยวน จาก 7.2 หมื่นล้านหยวนในเดือนก่อน จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้อัตราผลตอบแทนหุ้นกู้เอกชนระยะ 10 ปี ได้เพิ่มขึ้นนับตั้งแต่เดือน ต.ค. ราว +58bps อยู่ที่ 5.449% ณ สิ้นเดือน ธ.ค. ก่อนที่จะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 5.575% ในเดือนม.ค. ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2014

Economic recovery continues in China,
with no sign of over-heating


เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ยอดระดมทุนคงค้าง (Outstandign TSF) ขยายตัวในอัตราชะลอลงที่ +12.0% YoY เท่ากับเป้าหมายของทางการจีน จาก +12.5% YoY ในเดือนก่อน นับเป็นการขยายตัวต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2015 ส่วนปริมาณเงินในระบบ M2 (M2 Money Supply) ชะลอตัวลงเป็น +8.2% YoY จาก +9.1% YoY ในเดือนก่อน ตัวเลขทางการเงินที่ชะลอลงในเดือนธ.ค.นี้ สะท้อนถึงความจริงจังในการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นภายหลังการประชุม Central Economic Work Conference เมื่อเดือนธ.ค. ว่าทางการจะดำเนินนโยบายหลักสามประการได้แก่ 1)ควบคุมความเสี่ยงทางการเงิน, 2) ลดความยากจน, 3) และปกป้องสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้สภาพคล่องและการขยายตัวของสินเชื่อชะลอตัวลงเป็นอย่างมากเราคาดทางการจีนจะใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไปเพื่อลดระดับหนี้ในระบบที่สูง (เกือบ 3 เท่าของ GDP) โดยเฉพาะจากหนี้ภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น

กิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีน: GDP หนุนโดยภาคบริการ ตัวเลขรายเดือนให้สัญญาณปะปน คาดทางการใช้นโยบายคุมเข้มทางการเงินต่อเนื่องทั้งปีนี้

เศรษฐกิจจีนไตรมาส 4/2017 ขยายตัว +6.8% YoY ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า ในรายอุตสาหกรรม ภาคตติยภูมิหรือภาคบริการขยายตัว +8.3% YoY ในไตรมาส 4/2017 จากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งขยายตัวที่ +8.0% YoY มีส่วนชดเชยการชะลอลงของภาคทุติยภูมิหรือภาคการผลิตซึ่งอยู่ที่ +5.7% YoY จากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งขยายตัวที่ +6.0% YoY ส่วนภาคปฐมภูมิหรือภาคเกษตรนั้นขยายตัวที่ +4.4% YoY ดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งขยายตัวที่ +3.9% YoY ทำให้ทั้งปี 2017 เศรษฐกิจจีนโตที่ 6.9%

สำหรับตัวเลขกิจกรรมทางเศรษฐกิจเดือน ธ.ค. ยังให้ตัวเลขปะปน โดยกลุ่มที่ตัวเลขออกมาสูงกว่าคาดได้แก่ภาคการผลิตและการลงทุน ขณะที่การบริโภคชะลอตัวลงมากกว่าที่คาด

ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือน ธ.ค. เร่งตัวขึ้นเป็น +6.2% YoY จาก +6.1% YoY ในเดือนก่อน โดยผลผลิตในกลุ่มเหล็กและพลังงานไฟฟ้า เร่งตัวขึ้น ขณะที่ผลผลิตในอุตสาหกรรมน้ำมันและรถยนต์ชะลอตัวลง

ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือน ธ.ค. ชะลอตัวลงเป็น +9.4% YoY จาก +10.2% YoY ในเดือนก่อนและที่ตลาดคาด ซึ่งนับเป็นการขยายตัวต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2006 จากการลดลงของยอดขายในกลุ่มรถยนต์ (+2.2% YoY จาก +4.2% เดือนก่อน) และกลุ่มอุปกรณ์สื่อสาร (+13.4% YoY จาก +33.9% เดือนก่อน)

การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets Investment) เดือน ธ.ค. ทรงตัวที่ +7.2% YoY YTD เท่ากับเดือนก่อน นับเป็นการขยายตัวต่ำสุดในรอบหลายปี โดยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure FAI) และการลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์ (Property FAI) ชะลอตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปี สะท้อนการใช้นโยบายที่เข้มงวดทั้งด้านการเงิน, การคลัง และภาคอสังหาริมทรัพย์ได้ส่งผลกดดันการลงทุน

ยอดขายบ้านในจีนเร่งตัวขึ้นจากเดือนก่อนหน้า (+20.4% YoY จาก +13.3% เดือนก่อน) อย่างไรก็ดี เรามองว่าภาคอสังหาริมทรัพย์จะชะลอตัวลงในครึ่งแรกของปีนี้ ท่ามกลางนโยบายภาคอสังหาฯ ที่เข้มงวดของทางการ ทั้งการจำกัดการเข้าซื้อบ้านของคนนอกพื้นที่, การจำกัดปริมาณการปล่อยสินเชื่อบ้านในภาคธนาคาร, อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่สูงขึ้น และอัตราส่วนเงินดาว์นบ้านขั้นต่ำที่อยู่ในระดับสูง (ราว 50-70%) นอกจากนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางการจีนได้ออกมาย้ำว่าจะยังคงใช้นโยบายภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เข้มงวดต่อไป





เศรษฐกิจไทย

Thai economic growth in November was supported by external and domestic demands



เศรษฐกิจไทยในเดือนพ.ย. ขยายตัวดี ตามการส่งออกสินค้าและภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวสูง สอดคล้องกับอุปสงค์ต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว ส่งผลให้การผลิต ภาคอุตสาหกรรมกลับมาขยายตัว การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวดีทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อประจำเดือนธ.ค. ชะลอลงเล็กน้อยจากระดับราคาอาหารสดที่หดตัวต่อเนื่อง จากราคาไข่ไก่ที่ปรับลง ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานค่อนข้างรักษาระดับจากเดือนก่อนหน้า การว่างงานที่ปรับฤดูกาลลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อน ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลตามรายรับจากภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว

พัฒนาการเศรษฐกิจเดือนพ.ย./ธ.ค.

เครื่องชี้นำประจำเดือนพ.ย. : การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว +1.9% YoY v.s. prev. +1.1% YoY
นัยยะต่อเศรษฐกิจไทย : เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง โดยเป็นการขยายตัวในเกือบทุกหมวด โดยเฉพาะการใช้จ่าย ในหมวดสินค้าคงทน (+13.4% YoY v.s. prev +9.0% YoY) ส่วนหนึ่งจากผลของฐานต่ำในปีก่อนที่มีการเลื่อนการส่งมอบรถยนต์ ประกอบกับในเดือนนี้มีการเปิดตัว รถยนต์รุ่นใหม่ สอดคล้องกับความเชื่อมั่นผู้บริโภค (หลังปรับฤดูกาล) โดยรวมที่ดีขึ้นตามความเชื่อมั่นครัวเรือนนอกภาค เกษตรกรรมเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสนับสนุนกำลังซื้อโดยรวมยังไม่เข้มแข็ง โดยรายได้ครัวเรือนภาคเกษตรกรรม หดตัวจากทั้งด้านราคาและผลผลิต ขณะที่รายได้ครัวเรือนนอกภาคเกษตรกรรมทรงตัว

เครื่องชี้นำประจำเดือนพ.ย. : ดัชนีการลงทุนขยายตัว +1.5% YoY vs. prev. +1.4% YoY
นัยยะต่อเศรษฐกิจไทย :  เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนดีขึ้นจากเดือนก่อนจากทั้งเครื่องชี้การลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ตามยอดจำหน่ายเครื่องจักรในประเทศ (+0.2% YoY vs. prev. -0.8% YoY) และการนำเข้าสินค้าทุน (+2.7% YoY vs. prev. 13.4% YoY) ที่ปรับดีขึ้นในหมวดโทรคมนาคมและพลังงาน และเครื่องชี้การลงทุนในหมวดก่อสร้าง จากพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างที่หดตัวน้อยลง ส่วนดัชนีวัสดุก่อสร้างพลิกกลับมาเป็นบวก (+1.2% YoY vs. prev. -7.7% YoY)

เครื่องชี้นำประจำเดือนพ.ย. : รายได้เกษตรหดตัวต่อเนื่องเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน (-5.5% YoY vs. prev. -3.4% YoY)

นัยยะต่อเศรษฐกิจไทย :  รายได้เกษตรหดตัวจากทั้งด้านราคา (-4.9% YoY)และผลผลิต (-0.6% YoY) โดยราคาสินค้าเกษตรหดตัวตามราคายางพารา ปาล์มน้ำมัน และปศุสัตว์เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย โดยมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐเพื่อดูดซับผลผลิตมีส่วนช่วยพยุงราคาได้บางส่วน อย่างไรก็ดี เหตุการณ์อุทกภัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่งผลเสียหายต่อผลผลิตข้าว ทำให้โดยรวมแล้ว ผลผลิตสินค้าเกษตรหดตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน

เครื่องชี้นำประจำเดือนพ.ย. : นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดือนธ.ค.มีจำนวน 3.5 ล้านคน (เดือนก่อนหน้าอยู่ที่ 3.0 ล้านคน) ขยายตัว +15.51% YoY (เดือนก่อนหน้าอยู่ที่ +23.2% YoY)

สำหรับตัวเลขทั้งปี 2017นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมีจำนวนทั้งสิ้น 35.4 ล้านคน (บรรลุเป้าหมายรัฐบาลที่วางไว้ที่ 34.39 ล้านคน) ขยายตัว +8.77% YoY ก่อให้เกิดรายได้รวม 1.8 ล้านล้านบาท หรือขยายตัว +11.66%YoY

นัยยะต่อเศรษฐกิจไทย :  นักท่องเที่ยวที่มีจำนวนมากที่สุด 10 อันดับแรก ประกอบด้วยนักท่องเที่ยวจาก จีน มาเลเซีย เกาหลี ลาว ญี่ปุ่น อินเดีย รัสเซีย สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร ตามลำดับ

การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวดังกล่าวก่อให้เกิดรายได้ 1.92 แสนล้านบาท ขยายตัว +21.03%YoY สำหรับนักท่องเที่ยวที่สร้างรายได้สูงสุด 10 อันดับแรก ประกอบด้วย จีน รัสเซีย มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินเดีย และ เยอรมนี ตามลำดับ

สำหรับเป้าหมายการท่องเที่ยวในปี 2018 นั้นทางการคาดว่ารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 2 ล้านล้านบาท

เครื่องชี้นำประจำเดือนพ.ย. : การส่งออกของไทยเดือนธ.ค. ขยายตัวที่ +8.6% YoY (เดือนก่อนหน้าขยายตัวที่ +13.36% YoY ) หรือคิดเป็นมูลค่า 19,741 ล้านดอลลาร์ฯ (เดือนก่อนหน้าอยู่ที่ 21,434.7 ล้านดอลลาร์ฯ) ส่วนการนำเข้าของไทยขยายตัวที่ +16.6% YoY (เดือนก่อนหน้าขยายตัวที่ +13.7% YoY) ทำให้เดือนนี้เป็นเดือนที่การค้าไทยขาดดุลที่ -278 ล้านดอลลาร์ฯ จากเดือนก่อนหน้าซึ่งเกินดุลที่ 1,763 ล้านดอลลาร์ฯ โดยเดือนนี้เป็นเดือนแรกตั้งแต่เดือนต.ค. 2014 ที่การนำเข้าทำสถิติเหนือ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ

สำหรับตัวเลขทั้งปี 2017 นั้น การส่งออกมีมูลค่า 236,694 ล้านดอลลาร์ฯ (เพิ่มขึ้น +9.9%) การนำเข้ามีมูลค่า 222,763 ล้านดอลลาร์ฯ (เพิ่มขึ้น +14.7%) และการค้าทั้งปีเกินดุล +13,931 ล้านดอลลาร์ฯ

นัยยะต่อเศรษฐกิจไทย :  ในรายสินค้า การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัวที่ +6.6% YoY สินค้าส่งออกที่ขยายตัวดี ได้แก่

  • ข้าว ขยายตัว +11.0 % YoY(ขยายตัวสูงในตลาดบังคลาเทศ แอฟริกาใต้ แคเมอรูน สหรัฐฯ เบนิน และจีน)
  • ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ขยายตัว +7.92% YoY (ส่งออกไปตลาดนิวซีแลนด์ สหรัฐฯและเกาหลีใต้)
  • อาหารทะเลแช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป (ไม่รวมกุ้ง) ขยายตัว +7.4% YoY (ขยายตัวในตลาดเยอรมนี สหรัฐฯ และออสเตรเลีย)
  • ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป ขยายตัว +7.5% YoY (ส่งออกไปตลาดเกาหลีใต้ เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น)


สินค้าสำคัญที่หดตัว ได้แก่
  • น้ำตาลทราย (-43.79% YoY หดตัวเกือบทุกตลาดผลจากราคาน้ำตาลในตลาดโลกลดลง)
  • กุ้งสดแช่แข็งและกุ้งแปรรูป หดตัว -12.4% YoY (หดตัวในตลาดสหรัฐฯ เวียดนาม ญี่ปุ่น)


รวมทั้งปี 2017 กลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัว +14.4%

การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวที่ +10.0 %YoY โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่
  • ผลิตภัณฑ์ยาง ขยายตัว +60.4% YoY (ส่งออกไปตลาดจีน อินเดีย ออสเตรเลียมาเลเซียและสหรัฐฯ)
  • คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ขยายตัว +19.5%YoY (ส่งออกไปตลาดจีน เยอรมนี ฮ่องกง เนเธอร์แลนด์ และสหรัฐฯ) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัว +12.9%YoY (ส่งออกไปตลาดสหราชอาณาจักร เวียดนาม อินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ และจีน ขณะที่ตลาดออสเตรเลียหดตัวเล็กน้อย)
  • เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัว +54.1%YoY (ขยายตัวสูงในตลาดญี่ปุ่น เยอรมนี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และ เนเธอร์แลนด์)


ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญที่หดตัว ได้แก่ ทองคำ หดตัว -21.1%YoY, ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ หดตัว -6.68% YoY

รวมทั้งปี 2017 กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว +9.4%

เครื่องชี้นำประจำเดือนพ.ย. : ดุลการชำระเงินเกินดุล +2.3 พันล้านดอลลาร์ฯ (เดือนก่อนหน้าเกินดุลที่ +2.1 พันล้านดอลลาร์ฯ)

นัยยะต่อเศรษฐกิจไทย :  ปัจจัยที่มีผลให้ดุลการชำระเงินเกินดุลเป็นผลจากดุลบัญชีเดินสะพัด ที่เกินดุลต่อเนื่อง (+5.3 พันล้านดอลลาร์ฯ) ตามดุลการค้าที่เกินดุลจากมูลค่าการส่งออกสุทธิที่เพิ่มขึ้น (+3.3 พันล้านดอลลาร์ฯ) และดุลบริการ (เกินดุล +2.0 พันล้านดอลลาร์ฯ) รายได้ และเงินโอนที่เกินดุลตามรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ เพิ่มขึ้น

ขณะที่ดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย ขาดดุลสุทธิ (-1.5 พันล้านดอลลาร์ฯ) จากด้านสินทรัพย์ ได้แก่ 1) การออกไปลงทุนใน หลักทรัพย์ต่างประเทศของกองทุนรวม (Foreign Investment Fund : FIF) และกองทุนบำเหน็จบำนาญในตราสารทุนในสหรัฐฯ ไอร์แลนด์ และเยอรมนี และตราสารหนี้ในญี่ปุ่น กาตาร์ และจีน 2) การออกไปลงทุนโดยตรงใน ต่างประเทศของธุรกิจกิจกรรมการบริหารและสนับสนุนสำนักงาน และที่พักแรม ในตราสารทุนในเนเธอร์แลนด์ และสิงคโปร์ รวมถึงการให้สินเชื่อและสินเชื่อ ทางการค้าระหว่างธุรกิจในเครือ และ 3) การให้สินเชื่อทางการค้าของ ผู้ส่งออกไทยกับคู่ค้าในต่างประเทศตามมูลค่าการส่งออกที่ขยายตัวดี

เครื่องชี้นำประจำเดือนพ.ย. : ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) ในเดือน ธ.ค.อยู่ที่ 101.37 ขยายตัว +0.78% YoY (prev. +0.99% YoY) แต่ลดลง -0.08% MoM (+0.07% MoM) จากเดือน พ.ย.ส่งผลให้ CPI เฉลี่ยทั้งปี 2017 ขยายตัว +0.66%

ส่วน Core CPI เดือน ธ.ค. อยู่ที่ 101.61 ขยายตัว +0.62% YoY (prev. +0.61% YoY) และขยายตัว +0.02% MoM จากเดือน พ.ย.60 ส่งผลให้ Core CPI เฉลี่ยทั้งปี 2017 ขยายตัว +0.56%

นัยยะต่อเศรษฐกิจไทย :  ในรายสินค้า ดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์อยู่ที่ 101.70 ขยายตัว +0.2% YoY แต่ลดลง -0.23% MoM ส่วนดัชนีหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มอยู่ที่ 101.19 ขยายตัว +1.1% YoY แต่ลดลง -0.01% MoM ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในปี 2018 ว่าจะอยู่ในกรอบ 0.6-1.6%

พัฒนาการเศรษฐกิจเดือนพ.ย./ธ.ค.

นโยบาย :  การเลือกตั้งมีความเสี่ยงที่จะล่าช้ากว่ากำหนดการเดิม และมีความเป็นไปได้ว่าการเลือกตั้งของไทยจะเกิดขึ้นในปี 2019
รายละเอียด :  คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มีมติให้กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 90 วันหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา จากเดิมที่กำหนดให้มีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่ประกาศในราชกิจจานุเบเกษา
คณะกรรมาธิการฯ จะเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ในสัปดาห์หน้า โดยถ้า สนช. เห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าว จะส่งผลให้การเลือกตั้งอาจล่าช้าออกไปเป็น ก.พ. 19 จากเดิมที่จะจัดการเลือกตั้งในเดือน พ.ย. 18

นโยบาย :  ครม. เห็นชอบงบประมาณประจำปี 2562 (2019) วงเงิน 3 ล้านล้านบาท
รายละเอียด :  ครม. มีมติเห็นชอบงบประมาณประจำปี 2562 (2019) วงเงิน 3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น +3.4% YoY แบ่งเป็นงบประมาณด้านรายจ่ายประจำ 2.3 ล้านล้านบาทและรายจ่ายลงทุน 6.7 แสนล้านบาท
ครม. อนุมัติงบประมาณกลางปี 2561(2018) วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น อาทิ มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเฟส 2 มาตรการการท่องเที่ยวเมืองรอง และการปฏิรูปราคาสินค้าเกษตร

นโยบาย :  กระทรวงคมนาคมเผยแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใน EEC วงเงิน 1 ล้านล้านบาท
รายละเอียด :  กระทรวงคมนาคมเปิดเผยว่า มีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใน EEC จำนวน 168 โครงการ วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ประกอบด้วยแผนงาน 3 ระยะ ได้แก่
  • แผนปฏิบัติการระยะเร่งด่วนปี 2017-2018 วงเงิน 2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นหลักของ EEC อาทิ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 และท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3
  • แบัติการระยะกลางปี 2019-2021 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงข่ายการขนส่งให้สามารถรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ อาทิ พื้นที่ขนส่งสินค้าทางอากาศของท่าอากาศยานอู่ตะเภา การปรับปรุงโครงข่ายถนนสายรอง
  • แผนปฏิบัติการระยะยาว ตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นไป วงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมกับประเทศ CLMV อาทิ รถไฟเชื่อม ทวาย-EEC-กัมพูชา

นโยบาย :  ธปท. ผ่อนคลายเกณฑ์โอนเงินออกนอกประเทศบรรเทาบาทแข็ง
รายละเอียด :  ธปท. ผ่อนคลายหลักเกณฑ์การโอนเงินออกนอกประเทศให้ผู้ที่ประกอบธุรกิจตัวแทนโอนเงินระหว่างประเทศที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ โดยเพิ่มวงเงินการโอนเงินออกนอกประเทศให้ลูกค้าได้ไม่เกิน 800,000 บาท/คน/วัน จากเดิม 200,000 บาท/คน/วัน
ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ดังกล่าวเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 ม.ค. เป็นต้นไป

นโยบาย :  คณะกรรมการค่าจ้างเคาะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ 5-22 บาท
รายละเอียด :  คณะกรรมการค่าจ้างเคาะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ 5-22 บาท แบ่งเป็นทั้งหมด 7 ระดับ ตามสภาพความเจริญทางเศรษฐกิจจังหวัดที่ได้รับการปรับขึ้นสูงสุดคือ
  • ภูเก็ต ชลบุรี และระยอง 330 บาท,
  • กรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้รับ 325 บาท
  • จังหวัดที่ปรับเป็น 320 บาท มีทั้งหมด 14 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี สุพรรณบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา หนองคาย ลพบุรี ตราด ขอนแก่น สงขลา สุราษฎร์ธานี กระบี่ เชียงใหม่ นครราชสีมา และพังงา จังหวัดที่ได้รับได้กรอบ 310-318 มีทั้งสิ้น 55 จังหวัด
  • จังหวัดที่ปรับขึ้นน้อยที่สุดจำนวน308 บาท มี 3 จังหวัดคือปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
ภาพรวมในการปรับเฉลี่ยอยู่ที่ 315.97 บาท และทั้งหมดนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. นี้ ทั้งนี้ จากการสำรวจภาวะแรงงานในปี 2018 พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงที่สุดคือ ภาคเกษตรกรรม ซึ่งมีสัดส่วนแรงต่อการใช้เครื่องจักรอยู่ที่ 30% และแรงงานส่วนใหญ่ 80% รับค่าแรงขั้นต่ำ ส่วนภาคการก่อสร้างคาดว่ามีผลกระทบส่วนหนึ่ง เนื่องจากแรงงานกว่า 40% ยังรับค่าแรงขั้นต่ำ สำหรับภาคโรงแรมและร้านอาหาร, ภาคการค้าส่งและค้าปลีก และภาคอุตสาหกรรมการผลิต จะได้รับผลกระทบบางส่วน

นโยบาย :  กนอ. เตรียมลงทุนในพื้นที่นิคมมาบตาพุด 1.3 หมื่นล้านบาท
รายละเอียด :  การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เตรียมลงทุนในพื้นที่นิคมมาบตาพุด งบประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท จำนวน 2 โครงการ ได้แก่
  • โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 งบประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้ เเละจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จภายในปี 2020
  • โครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม สมาร์ท พาร์ค งบประมาณ 2 พันล้านบาท โดยจะเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนได้ในปี 2018 และคาดว่าจะก่อสร้างเสร็จภายในปี 2024

นโยบาย :  ครม. อนุมัติมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เฟส 2
รายละเอียด :  คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาทสำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เฟส 2 แบ่งเป็น
  • งบประมาณสำหรับโครงการพัฒนาอาชีพและทักษะแรงงาน วงเงิน 1.8 หมื่นล้านบาท อาทิ การให้ความรู้ด้านการเกษตร ความรู้ด้านการเงิน ธุรกิจแฟรนไชส์ และสินเชื่อเพื่อพัฒนาอาชีพ
  • เงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าโครงการธงฟ้าประชารัฐ วงเงิน 1.4 หมื่นล้านบาท
  • ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี จะได้รับเงินอุดหนุนเพิ่ม 200 บาท/เดือน จากปัจจุบัน 300 บาท/เดือน รวมเป็น 500 บาท/เดือน
  • ผู้ที่มีรายได้มากกว่า 30,000 บาท/ปี จะได้รับเงินอุดหนุนเพิ่ม 100 บาท/เดือน จากปัจจุบัน 200 บาท/เดือน รวมเป็น 300 บาท/เดือน และ
  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 2.9 พันล้านบาท
  • นอกจากนี้ นิติบุคคลสามารถนำค่าใช้จ่ายในการพัฒนาทักษะแรงงานมาใช้ในการลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า

นโยบาย :  ครม. มีมติเห็นชอบโครงการบ้านคนไทยประชารัฐ
รายละเอียด :  คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบโครงการบ้านคนไทยประชารัฐ โดยจะนำพื้นที่ราชพัสดุจำนวน 317 ไร่ ให้ผู้มีรายได้น้อยเช่าเป็นที่อยู่อาศัยระยะเวลา 30 ปี
  • การจัดสรรที่อยู่อาศัยจะให้สิทธิ์แก่ผู้มีรายได้น้อย 3 กลุ่มตามลำดับ ดังนี้ 1) ผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนในโครงการรัฐสวัสดิการของกระทรวงการคลัง 2) ผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 35,000 บาท/เดือน และ 3) ประชาชนทั่วไป
  • รัฐบาลจะให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 4,000 ล้านบาท และคาดว่าจะมีผู้ได้รับประโยชน์ทั้งหมด 2,757 ครัวเรือน

นโยบาย :  สหรัฐไม่ต่ออายุสิทธิ GSP ที่หมดอายุลงในวันที่ 31 ธ.ค. 2017
รายละเอียด :  สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ไม่เสนอต่ออายุโครงการสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ซึ่งสหรัฐฯ ให้กับประเทศด้อยพัฒนาและประเทศกำลังพัฒนา ส่งผลให้สินค้า 3,500 รายการที่เคยได้รับสิทธิ GSP จะต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตราปกติตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2018 เป็นต้นไป
สินค้าส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ที่ได้รับสิทธิ GSP อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า ถุงมือยาง อาหาร เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และเลนส์แว่นตา
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาไทยใช้สิทธิ์ GSP มีสัดส่วนราว 16% ของมูลค่าส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ