Monthly Economic Review

WHAT’S NEW THIS MONTH

" Global economy is on broad-based recovery mode "


USA



●  ตลาดจับตามองผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งประธาน Fed แทนนาง Janet Yellen ที่จะหมดวาระในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2018 นี้ โดยประธานาธิบดีจะต้องเสนอชื่อภายในวันที่ 3 พฤศจิายน นี้ โดยตลาดคาดว่าตัวเก็งได้แก่

  • นาง Janet Yellen ประธาน Fed คนปัจจุบัน
  • นาย Gary Cohn ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล (Economic Council Director)
  • นาย Jerome Powell คณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ (Board of Governors)
  • นาย Kevin Warsh อดีตคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ ปี 2006-2011 และ
  • นาย John Taylor ซึ่งเป็นผู้คิดกฏ Taylor Rule และเคยอยู่ทีมที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลสมัยปธน. George H. W. Bush, Ford และ Carter



China



●  การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน (National Congress of the Communist Party of China) ครั้งที่ 19 ได้กำหนดมีขึ้นระหว่างวันที่ 18-25 ตุลาคมนี้ โดยการประชุมดังกล่าวจะจัดขึ้นทุก 5 ปี เพื่อทำการสับเปลี่ยนตำแหน่งผู้นำพรรคและกำหนดทิศทางนโยบายในช่วง 5 ปีต่อไป นอกจากนี้ ผู้นำระดับสูง (Politburo Standing Committee) ของพรรค จำนวน 5 คนจากทั้งหมด 7 คน ได้ถึงวัยเกษียณอายุ โดยจะมีเพียงนาย Xi Jinping ประธานาธิบดี และนาย Li Keqiang นายกรัฐมนตรี ที่จะได้อยู่ในตำแหน่งต่อไป ตลาดจึงจับตามองว่า ปธน.จีน จะแต่งตั้งใครแทนที่ผู้ที่จะเกษียณ และ จะมีนัยยะต่อการควบรวมอำนาจให้กับปธน. จีนหรือไม่



EU



●  เงินเฟ้อยูโรโซนเดือนก้นยายนยังอยู่ที่ 1.5% YoY จากราคาพลังงานที่อ่อนตัวลง แต่ ECB ประเมินไว้ว่า เงินเฟ้อของประเทศสมาชิกจะเพิ่มขึ้นสู่เป้าหมายที่ “ต่ำกว่าแต่ใกล้เคียงกับ 2%” ตามแนวโน้มการเร่งตัวของเศรษฐกิจได้ในระยะต่อไป

●  พรรค CDU/CSU ได้รับการโหวตมากที่สุด ในการเลือกตั้งสหพันธรัฐเยอรมนี ทำให้นาง Angela Merkel จะได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป ผ่านการจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคอื่นๆ

●  นายกรัฐมนตรี Theresa May ของสหราชอาณาจักร ระบุว่าต้องการเจรจายืดกรอบเวลากระบวนการถอนตัวของสหราชอาณาจักรจาก EU ออกไปจากเดิมอีกราว 2 ปี



Japan



●  นายกรัฐมนตรี Shinzo Abe ของญี่ปุ่นได้ประกาศยุบสภาอย่างเป็นทางการ และจะจัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ตลาดมองว่า สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศน่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นหลังการเลือกตั้ง โดยคาดว่า อาเบะจะได้คะแนนเสียงข้างมากตามเดิม ทาให้นโยบายทางเศรษฐกิจ (Abenomics) สามารถดาเนินไปได้ต่อเนื่อง ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น



อื่นๆ



●  บริษัท SAAB AB (บริษัทผู้ผลิตรถยนต์และเครื่องบินจากสวีเดน) ลงนามความร่วมมือกับ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น ในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานใน EEC เพื่อพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค ถือเป็นอีกพัฒนาการความคืบหน้าภายหลังที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์รับหลักการร่าง พ.ร.บ. เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอ

●  กระทรวงการคลังเปิดเผยรายงานการเฝ้าระวังการแทรกแซงค่าเงินของประเทศคู่ค้าหลัก (Semiannual Report on International Economic and Exchange Rate Policies) ซึ่งครอบคลุมประเทศคู่ค้าหลัก 12 ประเทศ ที่รวมแล้วมีการค้ากับสหรัฐฯ (เฉพาะสินค้า ไม่นับรวมบริการ) ประมาณ 70%

โดยการแทรกแซงค่าเงินจะพิจารณาจากเกณฑ์ 3 ข้อ ซึ่งประเทศที่ผ่านเกณฑ์ 2 ใน 3 ข้อนี้จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวัง ซึ่งเกณฑ์ 3 ข้อมีดังนี้ 1) มีดุลการค้าเกินดุล (Trade Surplus) กับสหรัฐฯ มากกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ, 2) มีดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) เกินดุลมากกว่า 3% ของ GDP,และ 3) ธนาคารกลางมีการเข้าซื้อเงินสกุลต่างชาติเกิน 2.0% ของ GDP

ในรายงานล่าสุด รายชื่อประเทศที่อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวัง (Monitoring List) ลดลงจาก 6 ประเทศเหลือ 5 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เยอรมันนี และสวิตเซอร์แลนด์ โดยไต้หวันได้หลุดออกจากกลุ่มเฝ้าระวัง เนื่องจากมีการซื้อเงินสกุลต่างชาติลดลง อย่างไรก็ดี รายงานระบุว่าจะติดตามอินเดียเพิ่มขึ้น เนื่องจากอินเดียมีปริมาณการเข้าซื้อเงินสกุลต่างชาติเพิ่มขึ้นเร็วในช่วงที่ผ่านมา จากเดิมที่มีดุลการค้าเกินดุล (Trade Surplus) กับสหรัฐฯ มากกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ อยู่แล้ว



Domestic demand boosted Developed Market’s GDP

●  กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ออกประมาณการเศรษฐกิจโลกประจำเดือนตุลาคม เผยมุมมองที่ดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลกว่าเริ่มมีความเข้มแข็งพร้อมปรับขึ้นประมาณการ GDP ปี 2017-2018 ในหลายกลุ่มประเทศทั้งฝั่ง DM (สหรัฐ,Euro Area, ญี่ปุ่น) และ EM (Emerging Asia, Emerging Europe, Russia) รวมทั้งประเทศไทย

IMF มองว่าปัจจัยที่มีส่วนสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจทั้งโลกหรือที่เรียกว่า Broad-based Recovery นี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ครึ่งปีแรกของปี 2017 จากที่อุปสงค์ในประเทศของกลุ่มตลาดพัฒนาแล้ว (DM) และประเทศจีนขยายตัวอย่างโดดเด่นมีผลให้ความต้องการสั่งซื้อสินค้าเร่งตัว และกระตุ้นให้การค้าระหว่างประเทศฟื้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน IMF เริ่มเห็นเม็ดเงินลงทุนจากธุรกิจเอกชนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในสหรัฐฯ ส่วนยุโรปและญี่ปุ่นได้รับปัจจัยบวกทั้งจากการใช้จ่ายในประเทศ การลงทุนเอกชน และการส่งออก ขณะที่ประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (EM) ได้รับแรงหนุนจากออเดอร์คำสั่งซื้อจากจีนเป็นหลัก แต่อินเดียมีโมเมนตัมที่อ่อนแอกว่าประเทศอื่นๆในเอเชียเนื่องด้วยยังได้รับผลกระทบจากนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจที่ได้ดำเนินไปแล้วก่อนหน้า

ในประมาณการครั้งนี้ IMF มองว่าแม้ว่าการฟื้นตัวเริ่มมีรูปธรรมชัดเจน แต่ ความเสี่ยงในระยะยาวยังมีอยู่ กล่าวคือ 1) อัตราเงินเฟ้อยังต่ำในหลายประเทศ, 2) ประเทศผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะผู้ส่งออกน้ำมันยังได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่เคลื่อนไหวเชื่องช้า, และ 3) รัฐบาลแต่ละประเทศยังเผชิญความท้าทายทางโครงสร้างในระยะยาวเพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิต (Potential Output) IMF กล่าวว่าในบางประเทศ ทำให้ IMF ประเมินว่า 4) การใช้นโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลายยังมีความจำเป็น แต่ก็ต้องให้ความระมัดระวังการเก็งกำไรในบางสินทรัพย์ (เช่นตลาดเงินตลาดทุน) และการก่อหนี้ในช่วงเวลาที่ดอกเบี้ยต่ำ

สำหรับการปรับประมาณการ GDP มีรายละเอียดดังนี้

  • เศรษฐกิจโลก ขยายตัว 3.6% ในปี 2017 และ 3.7% ในปี 2018, จากประมาณการก่อนหน้าที่มองว่าโลกจะโต 3.5% ปีนี้และ 3.6% ในปี 2018
  • สหรัฐฯ IMF ประเมินการปรับขึ้น GDP จากปัจจัยด้านอุปสงค์ภายในประเทศ และความเชื่อมั่นผู้บริโภคเป็นหลัก ขณะที่ไม่ได้นำปัจจัยด้านนโยบายการคลังเข้ามาอยู่ในกรอบการพิจารณาเลย
  • ยุโรป ได้รับการปรับขึ้นจากกระแสการค้าโลกและสภาพการเงินที่ผ่อนคลายเป็นหลัก เช่นเดียวกับญี่ปุ่นแต่ญี่ปุ่นจะได้รับปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากเม็ดเงินคลังและการลงทุนที่จะเกิดขึ้นเพื่อรองรับโอลิมปิก 2020
  • จีน ได้รับการปรับประมาณการขึ้นเช่นเดียวกัน เนื่องด้วย IMF มองว่าทางการจีนสามารถใช้นโยบายเฉพาะจุด (Targeted Policies) แบบผสมผสานทั้งการเงินและการคลัง เพื่อรับมือกับนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศได้
  • ประเทศไทย IMF ได้ปรับประมาณการ GDP ขึ้นเป็น 3.7% ในปี 2017 (ก่อนหน้าประมาณการไว้ที่ 3.0%) และ 3.5%ในปี 2018 (ก่อนหน้าประมาณการไว้ที่ 3.3%) ส่วนประเทศกลุ่มอาเซียน-5 อื่นนั้นได้รับการปรับประมาณการขึ้นทั้งสิ้นยกเว้นฟิลิปปินส์ที่ IMF ปรับลดประมาณการปี 2017-2018 ลงปีละ 0.2 pp มาอยู่ที่ 6.6% และ 6.7% ตามลำดับ IMF มองว่า ASEAN-5 จะได้รับอานิสงส์ด้านบวกจากการค้าระหว่างประเทศที่ขยายตัวรวดเร็วทำให้ได้รับออเดอร์สินค้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากจีนและยุโรป


Global PMI Radar

" Global PMIs have improved, Eurozone reached 6-year all time high "

ดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนกันยายน ทำ All-time high ในกลุ่ม Developed Market : ดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนกันยายน ปรับตัวเพิ่มขึ้นในสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น และลดลงเล็กน้อยในจีนและตลาดเกิดใหม่

ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอย่างเป็นทางการ (Final Manufacturing PMI) เดือนกันยายน อยู่ในเกณฑ์ขยายตัว (มากกว่า 50 จุด) ทุกภูมิภาค โดยดัชนี ISM ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 13 ปี และดัชนีของยูโรโซนเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 6 ปี ขณะที่ดัชนีโดย Caixin ของจีนลดลงต่ำกว่าคาด

●  สหรัฐฯ: ดัชนีโดย ISM (ISM Manufacturing PMI) เพิ่มขึ้น +2.0 จุด เป็น 60.8 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2004 สวนทางกับที่ตลาดคาดว่าจะลดลงเป็น 58.0 จุด จากผลผลิต (+1.2 จุด), ยอดคำสั่งซื้อใหม่ (+4.3 จุด) และยอดคำสั่งซื้อนอกประเทศ (+1.5 จุด) เป็นสำคัญ ขณะที่ดัชนีจัดทำโดย Markit เดือนกันยายนอยู่ที่ 53.1 เพิ่มขึ้นเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 52.8

●  ยูโรโซน: ดัชนีเพิ่มขึ้น +0.7 จุด เป็น 58.1 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 6 ปี ในรายประเทศก็ปิดบวกเป็นส่วนใหญ่โดย ดัชนีของเยอรมนี (+1.3, 60.6 จุด), ฝรั่งเศส (+0.3, 56.1 จุด), สเปน (+1.9, 54.3 จุด) ปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี ขณะที่ดัชนีของอิตาลีทรงตัวที่ 56.3 จุด เท่ากับเดือนก่อน

●  อังกฤษ: ดัชนีปรับลดลง -1.0 จุด เป็น 55.9 จุด และต่ำกว่าตลาดคาดที่ 56.2 จุด

●  ญี่ปุ่น: ดัชนีเพิ่มขึ้น +0.6 จุด เป็น 52.9 จุด ระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน และสูงกว่าตัวเลขเบื้องต้นที่ 52.6 จุด

●  จีน: ดัชนีโดย Caixin ปรับตัวลดลง -0.6 จุด เป็น 51.0 จุด สวนทางกับดัชนีของทางการ และต่ำกว่าตลาดคาดที่ 51.5 จุด โดยยอดคำสั่งซื้อใหม่ปรับตัวลดลง (-2.0, 51.2 จุด)

●  ตลาดเกิดใหม่ (EM): ดัชนีลดลง -0.4 จุด เป็น 51.3 จุด โดยดัชนีของไต้หวัน (-0.1, 54.2 จุด) ลดลงเล็กน้อย ขณะที่ดัชนีของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นเป็น 50.6 จุด ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2015 ส่วนดัชนีของบราซิลทรงตัวที่ 50.9 จุด




USA

" US economic activities felt temporary impact from hurricanes "




  • ภัยธรรมชาติทำให้เงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้น แต่เมื่อไม่รวมอาหารและพลังงานชะลอเล็กน้อย
  • ผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคทะยานในรอบหลายปี
  • ยอดค้าปลีกพลิกมาขยายตัว
  • ส่วนการจ้างงานนอกภาคเกษตรติดลบ


เงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI): เดือนกันยายน เพิ่มขึ้นเป็น +0.5% MoM จากเดือนก่อนที่ +0.4% MoM และเมื่อเทียบรายปีอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯทะยานมาอยู่ที่ +2.2% YoY จากเดือนก่อนหน้าซึ่งขยายตัวที่ +1.9% YoY โดยอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทั้งเมื่อเทียบรายเดือนและรายปีนั้น เป็นผลจากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นหลังจากที่โรงกลั่นน้ำมันต้องปิดตัวลงผลจากภัยธรรมชาติในช่วงที่ผ่านมา

อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation): เดือนกันยายน ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน กลับชะลอลงเป็น +0.1% MoM จากเดือนก่อนที่ +0.2% MoM จากการลดลงของราคารถยนต์และที่พัก ส่งผลให้เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) เมื่อเทียบกับปีก่อน ทรงตัวที่ +1.7%YoY ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5

ทั้งนี้สำหรับอัตราเงินเฟ้อที่คณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯพิจารณาเพื่อปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือ อัตราเงินเฟ้อ PCE นั้นตัวเลขล่าสุดเดือนสิงหาคม ยังทรงตัวที่ +1.4% YoY ส่วน อัตราเงินเฟ้อ PCE พื้นฐานชะลอเล็กน้อยมาอยู่ที่ +1.3% YoY

ยอดค้าปลีก (Retail Sales) : เดือนกันยายน พลิกกลับมาขยายตัว +1.6% MoM จากเดือนก่อนที่หดตัว -0.1% MoM หนุนโดยยอดขายรถยนต์ การเติมน้ำมัน และการใช้จ่ายหลักอื่นๆ ทั้งนี้หากตัดยอดขายรถยนต์ออกไป ยอดค้าปลีกที่ไม่รวมยอดขายรถยนต์ขยายตัวเล็กน้อยที่ +1.0% MoM จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว +0.5% MoM สำหรับยอดขายสินค้าที่ขยับมากสุดได้แก่ วัสดุก่อสร้าง,และสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ทั้งนี้เมื่อเทียบรายปียอดค้าปลีกขยายตัวที่ +4.4% YoY (เดือนก่อนหน้าขยายตัว +3.5% YoY) ส่วนยอดค้าปลีกที่ไม่รวมยอดขายรถยนต์ขยายตัวที่ +4.6% YoY (เดือนก่อนหน้าขยายตัว +4.1% YoY)

●  การจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-farm Payroll Employment): เดือนกันยายน ลดลง -3.3 หมื่นราย (จากเดือนส.ค.ที่มีตัวเลขจ้างงานเพิ่มขึ้น 1.69 แสนตำแหน่ง) การปรับลดลงของการจ้างงานนี้นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนกันยายน 2010 โดยธุรกิจที่จ้างงานลดลงคือธุรกิจบริการด้านอาหารและเครื่องดื่มเป็นหลัก

●  อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate):ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 16 ปีที่ 4.2% จากเดือนก่อนและตลาดคาดที่ 4.4% และอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labor Force Participation Rate) เพิ่มขึ้นเป็น 63.1% จากเดือนก่อนที่ 62.9% ส่วนรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมง (Average Hourly Earnings) เพิ่มขึ้น +2.9%YoY สูงสุดตั้งแต่หลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2008 จากเดือนก่อนที่ +2.7%YoY



มุมมองของกองทุนบัวหลวง

ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯในเดือนกันยายนสะท้อนผลระยะสั้นจากภัยธรรมชาติ ซึ่งกระทบตำแหน่งการจ้างงานนอกภาคเกษตร การค้าปลีก และอัตราเงินเฟ้อ เราไม่คิดว่าภาพเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐฯจะถูกกระทบ ผลของพายุน่าจะถูกชดเชยจากการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นจากการฟื้นฟู (Recovery and Rebuilding) ภายหลังภัยธรรมชาติยุติ เรามองว่าบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะเป็นปัจจัยหนุนหลักให้เศรษฐกิจสหรัฐฯขยายตัวได้ 2.2% ในปี 2017 นี้และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเกิดขึ้นอีก 1 ครั้งภายในสิ้นปีนี้


Euro Zone

" Eurozone business growth maintained solid pace in September "




สัญญาณเศรษฐกิจของยูโรโซนช่วงเดือนที่ผ่านมายังสะท้อนแนวโน้มที่ดีแต่มีบางเครื่องชี้ให้สัญญาณปะปน

ผลผลิตอุตสาหกรรมปรับตัวขึ้น +3.8% YoY ในเดือนสิงหาคม จากการผลิตสินค้าขั้นกลาง สินค้าทุน และสินค้าบริโภคไม่คงทนที่เร่งขึ้นเป็น +5.3% YoY +4.9% YoY และ +2.4% YoY ตามลำดับ แต่ราคาน้ำมันดิบโลกที่อ่อนตัวลง ส่งผลให้ยอดผลิตในภาคพลังงานกลับมาหดตัวเล็กน้อย -0.7% YoY นอกจากนั้น ยอดค้าปลีกเดือนสิงหาคม เติบโตได้น้อยลงที่ +1.2% YoY จากการชะลอตัวของการขายอาหารและเครื่องดื่ม เป็นไปในทิศทางเดียวกับตัวเลขค้าปลีกของเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเชื้อเพลิงยานยนต์ที่อ่อนแรงลง หักล้างการเร่งขึ้นของยอดขายเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มและเวชภัณฑ์
อัตราเงินเฟ้อ  เดือนกันยายน ยังทรงตัวจากเดือนก่อนหน้าโดยอยู่ที่ +1.5% YoY เพราะแม้ว่าราคาอาหารจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาพลังงานและการบริการต่างปรับตัวขึ้นในอัตราที่ช้าลง มีส่วนทำให้เงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน) ชะลอลงเป็น +1.1% YoY อย่างไรก็ตาม นาย Mario Draghi ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) เผยในที่ประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เดือน ต.ค. ว่าการที่อัตราเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นช้ากว่าที่คาด มีต้นตอมาจากความเฉื่อยชาชั่วคราวในตลาดแรงงาน ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่จะมากดดันสภาวะเงินเฟ้อต่อไปในระยะยาว โดยทาง ECB คาดเงินเฟ้อที่ +1.5% สำหรับปีนี้ และเชื่อว่าราคาสินค้าบริโภคและอัตราค่าจ้างจะปรับตัวขึ้นสู่เป้าหมายได้ในที่สุด

มองออกไปข้างหน้า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อยูโรโซนซึ่งชี้นำการเติบโตของเศรษฐกิจ ยังคงขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่งที่ 56.7 ในเดือนกันยายน มีผลมาจากทั้งขาของภาคผลิตและภาคบริการ เนื่องจากจำนวนคำสั่งงานใหม่ที่หลั่งไหลเข้ามามากที่สุดในรอบกว่า 6 ปี ผลักดันให้เกิดการจ้างงานขึ้นในประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน และไอร์แลนด์ มากที่สุดครั้งหนึ่งในรอบทศวรรษที่ผ่านมา เมื่อผนวกเครื่องชี้รายเดือนเข้าด้วยกัน ทำให้เรามองว่าเศรษฐกิจกลุ่มยูโรโซนอาจจะสามารถทะยานได้ถึง +0.7% QoQ sa ในไตรมาสที่ 3/2017 (ทั้งนี้ GDP ไตรมาส 2/2017 อยู่ที่ +0.6% QoQ sa)

วันที่ 22 กันยายน นาง Theresa May นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรกล่าวปราศรัยที่เมืองฟลอเรนซ์ประเทศอิตาลี เกี่ยวกับจุดยืนของ สหราชอาณาจักรในกระบวนการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (EU) โดยได้กล่าวว่ารัฐบาลมีความต้องการยืดระยะเวลาของกระบวนการออกไปอีกราว 2 ปี ด้วยช่วงปรับตัว (Transition Period) หลังจากกำหนดการถอนตัวเดิมช่วงปลายเดือนมีนาคม 2019 โดยยอมชำระเงินจำนวนหนึ่ง (คาดว่าจะอยู่ที่ราว 2 หมื่นล้านยูโร) ให้กับ EU และระบุว่าสหราชอาณาจักรจะยังทำตามกฎระเบียบข้อบังคับทั้งหลายของ EU ต่อไปก่อนในช่วงดังกล่าว เพื่อคงสิทธิสำคัญเชิงการค้าและอื่นๆกับ EU ไว้อีกระยะหนึ่ง

Merkel wins fourth term



พรรคพันธมิตรประชาธิปไตย/ คริสเตียนโซเชียลยูเนียน (CDU/CSU) ฝั่งกลาง-ขวา ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งสหพันธรัฐเยอรมนีในวันที่ 24 กันยายน ด้วยผลโหวต 33% ทิ้งห่างจากพรรคประชาธิปไตยสังคม (SPD) ซึ่งเคยทำคะแนนตีตื้นขึ้นมาได้ในผลสำรวจเมื่อหลายเดือนก่อน นั่นจึงหมายความว่า นาง Angela Merkel จะสามารถรักษาตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเยอรมนีไว้ได้เป็นสมัยที่ 4 อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวนับเป็นผลลัพธ์ในสนามเลือกตั้งที่ย่ำแย่ที่สุดสำหรับ CDU/CSU ในรอบเกือบ 70 ปี และพรรค SPD ที่เคยร่วมมือกับ CDU/CSU ภายในรัฐบาลผสมชุดก่อนหน้า ก็ประกาศว่าจะแปรไปเป็นฝ่ายค้านแทน ขณะนี้ CDU/CSU จึงกำลังหันไปเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคประชาธิปไตยเสรี FDP และพรรคสิ่งแวดล้อมนิยม Greens แทน ทั้งนี้ พรรคชาตินิยมฝั่งขวาจัด AfD สามารถทำคะแนนตามขึ้นมาเป็นอันดับที่ 3 ทำให้จะได้รับจัดสรรที่นั่งราว 94 ที่ และนับเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปีที่พรรคฝั่งขวาจัดจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในรัฐสภาเยอรมนี ซึ่งที่ผ่านมา AfD แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่ต้องการรับผู้ลี้ภัย ต่อต้านอิสลาม และอยากถอนประเทศออกจากสหภาพยุโรปด้วย





Japan

" Abenomics goes up against Yurinomics in Japan's snap election "




ความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ญี่ปุ่นปรับตัวเพิ่มขึ้น ต่อเนื่องกันเป็นไตรมาสที่ 4 และสูงที่สุดในรอบทศวรรรษ สะท้อนจาก อ้างอิงจากดัชนี Tankan ซึ่งเป็นการสำรวจรายไตรมาสของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ผลิตรายใหญ่พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ +22 จุดในเดือนกันยายน เพิ่มขึ้นจาก +18 จุดในการสำรวจเดือนมิถุนายน ทั้งนี้ ผู้ผลิตรายใหญ่คาดว่า ค่าเงินเยนเฉลี่ยในปีงบประมาณ 2017 จะอ่อนค่าลงกว่าที่สำรวจเมื่อ 3 เดือนก่อน ซึ่งส่งผลดีต่อผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่ที่ส่วนใหญ่เน้นการส่งออกเป็นหลัก ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจภาคบริการขนาดใหญ่อยู่ที่ +23 ไม่เปลี่ยนแปลงจากไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ดัชนีชี้ว่า เมื่อมองไปในระยะข้างหน้า ทั้งผู้ผลิตและธุรกิจภาคบริการต่างมีมุมมองที่เป็นบวกน้อยลง เนื่องจากสภาพตลาดแรงงานที่ตึงตัว สะท้อนจากปริมาณความต้องการแรงงานอยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบ 43 ปี

ด้านอัตราเงินเฟ้อ ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ที่หักผลของราคาอาหารสด ได้เร่งตัวขึ้นในเดือนสิงหาคม ที่ +0.7% YoY สูงกว่าเดือนก่อนหน้าที่ +0.5% YoY และเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกัน แต่ยังคงห่างจากเป้าหมายของ BoJ ที่ +2.0% ส่งผลให้ BoJ มีแนวโน้มเดินหน้ามาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป สำหรับยอดการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนในเดือนสิงหาคม เติบโต +0.6% YoY ขณะที่ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมขยายตัว +5.4% YoY เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ +4.7% YoY โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมผลิตวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง รถยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ตัวเลขเศรษฐกิจในเดือนสิงหาคมยังคงสะท้อนภาพการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจญี่ปุ่น

ในด้านการเมือง เมื่อวันที่ 28 กันยายน ภายหลังการประชุมวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎร นายกรัฐมนตรี Shinzo Abeได้ประกาศยุบสภา และกำหนดจัดการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 22 ตุลาคม นี้ โดยเราคาดว่า หลังการเลือกตั้ง พรรค LDP น่าจะยังคงได้รับเสียงข้างมากในสภาล่างอยู่ แต่อาจได้จำนวนที่นั่งลดลง ซึ่งคู่แข่งที่สำคัญของพรรค LDP นั้น คงหนีไม่พ้นพรรคความหวัง (Kibo no To) ของนาง Koike ที่เพิ่งก่อตั้งก่อนหน้าการยุบสภาเพียง 3 วัน สำหรับในกรณีที่พรรค LDP ชนะการเลือกตั้ง และนาย Abeได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เรามองว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ภาษีบริโภคจะปรับขึ้นในปี 2019 และกระทบเศรษฐกิจญี่ปุ่น แต่คงเป็นเพียงในระยะสั้น ส่วนนโยบายเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐด้านการศึกษา และสวัสดิการสังคมนั้น น่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นได้ แต่ถ้าหากพรรคความหวังของนางKoike ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็น่าจะสร้างความผันผวนให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นค่อนข้างมาก เนื่องจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมือง และทิศทางการดำเนินนโยบายที่แตกต่างกันของพรรค LDP และพรรคความหวัง
(อ่านต่อได้ที่ Economic Note เดือนกันยายน การประกาศยุบสภาของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กับนัยยะทางเศรษฐกิจ)



China

" China’s economic momentum improved in September "




โมเมนตัมเศรษฐกิจดีกว่าเดือนสิงหาคม ทุนสำรองระหว่างประเทศขยายตัวต่อเนื่อง เงินเฟ้อทรงตัว การปล่อยสินเชื่อขยับขึ้นจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา

GDP ไตรมาส 3/2017 ขยายตัว +6.8% YoY ชะลอตัวลงเล็กน้อยจาก +6.9% YoY ในช่วงครึ่งแรกของปี จากการลงทุนที่ชะลอตัวลงต่อเนื่องจากแรงกดดันของมาตรคุมเข้มในตลาดเงิน โดยตัวเลขกิจกรรมเศรษฐกิจเดือนกันยายน ออกมาสูงกว่าคาดในภาคการผลิตและการบริโภค ขณะที่การลงทุนยังคงชะลอตัวลงต่อเนื่อง

ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production)  เดือนกันยายน เร่งตัวขึ้นเป็น +6.6% YoY จาก +6.0% YoY ในเดือนก่อน

ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนกันยายน เร่งตัวขึ้นเป็น +10.3% YoY จาก +10.1% YoY ในเดือนก่อน และ โดยยอดขายรถยนต์ (Automobile) ทรงตัวที่ +7.9% YoY เท่ากับเดือนก่อน

การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets Investment) ชะลอตัวลงเป็น +7.5% YoY YTD จาก +7.8% ในเดือนก่อน ซึ่งนับเป็นการขยายตัวต่ำสุดในรอบหลายปี โดยการลงทุนภาคเอกชน (Private FAI) ชะลอตัวลงเป็น +6.0% YoY YTD จาก +6.4% ในเดือนก่อน การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure FAI) ทรงตัวที่ +19.8% YoY YTD เท่ากับเดือนก่อน ขณะที่การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ (Property FAI) เร่งตัวขึ้นเป็น +8.1% YoY YTD จาก +7.9% YoY YTD ในเดือนก่อน

ยอดระดมทุนรวมสุทธิ (Total Social Financing) เดือนกันยายน เพิ่มขึ้นเป็น 1.82 ล้านล้านหยวน จาก 1.48 ล้านล้านหยวนในเดือนก่อน หรือเมื่อเทียบรายปี ขยายตัวที่ +13.0% YoY ชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าซึ่งขยายตัวที่ +13.0% YoY โดยยอดระดมทุนเพิ่มขึ้นจาก
  • ยอดปล่อยกู้เงินหยวนที่เพิ่มขึ้นเป็น 1.27 ล้านล้านหยวน จาก 1.09 ล้านล้านหยวนในเดือนก่อน และสูงกว่าตลาดคาดที่ 1.2 ล้านล้านหยวน จากสินเชื่อภาคครัวเรือนระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี (+17.6% YoY จาก +15.8% YoY ในเดือนก่อน) เช่น บัตรเครดิต
  • การระดมทุนผ่านช่องทาง Shadow Banking ซึ่งได้แก่ Trust loan, Entrusted loan และ Discounted Bank Bills เพิ่มขึ้นเป็น 3.97 แสนล้านหยวน จาก 1.3 แสนล้านหยวนในเดือนก่อน
  • การระดมทุนผ่านหุ้นกู้เพิ่มขึ้นเป็น 1.39 แสนล้านหยวน จาก 1.06 แสนล้านหยวนในเดือนก่อน

สำหรับยอดสินเชื่อสกุลหยวนใหม่ อยู่ที่ 1.27 ล้านล้านหยวนปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 1.09 ล้านล้านหยวน หลักๆโตจากการปล่อยกู้สินเชื่อครัวเรือนและสินเชื่อธุรกิจที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ปริมาณเงินในระบบ M2 (M2 Money Supply) เร่งตัวขึ้นเป็น +9.2% YoY จาก +8.9% YoY ในเดือนก่อน



อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลง ในเดือนกันยายน ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตเร่งตัวขึ้นมากว่าคาด โดยที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ชะลอที่ +1.6% YoY จากที่ขยายตัว +1.8% YoY ในเดือนก่อน จากราคาอาหารที่ชะลอลง (-1.4% YoY จาก -0.2% YoY เดือนก่อน) ขณะที่ราคาในกลุ่มโภคภัณฑ์ (Non-food) เพิ่มขึ้นเล็กน้อย (+2.4% YoY จาก +2.3% YoY เดือนก่อน)

ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เร่งตัวขึ้น เป็น +6.9% YoY จาก +6.3% YoY ในเดือนก่อน โดยเป็นระดับสูงสุดนับแต่เดือนมีนาคม ระดับราคาผู้ผลิตปรับตัวสูงขึ้นในเดือนกันยายน เป็นผลจากการที่ราคาโลหะปรับเพิ่มสูงขึ้นมีผลให้ระดับราคาในกลุ่มการผลิตที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมหลอมและขึ้นรูปโลหะ อโลหะ เคมีภัณฑ์ ปรับตามขึ้นไปด้วย อยากไรก็ตามการที่ระดับราคาผู้ผลิตปรับตัวสูงขึ้นไม่น่าจะกระทบกับผลกำไรของธุรกิจในจีน เนื่องด้วยปัจจุบันราคาผลผลิตหน้าโรงงานยังขยายตัวสูงที่ +9.1% YoY เมื่อเทียบกับราคาวัตถุดิบที่ขยายตัวต่ำกว่าที่ +8.5% YoY ทั้งนี้จากข้อมูลล่าสุดเดือนสิงหาคม ระบุว่าผลกำไรของธุรกิจจีนขยายตัวโดดเด่นที่ +25.9% YoY และจากผลสำรวจพบว่า 39 ใน 41 ของกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับการสำรวจ รายงานว่าผลกำไรขยายตัวขึ้นเมื่อคิดรายปี

ยอดส่งออก (Exports) เดือนกันยายน เร่งตัวขึ้นเป็น +8.1% YoY จาก +5.6% YoY ในเดือนก่อน เป็นการกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้งหลังชะลอตัวลงต่อเนื่อง 2 เดือน หนุนโดยยอดออเดอร์จาก เกาหลีใต้, และไต้หวัน ที่ขยายตัวเร่งขึ้นที่ +35.0% YoY และ +28.1% YoY จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวที่ +17.3% YoY และ +12.7% YoY ตามลำดับ ขณะที่ยอดส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าหลักก็ขยายตัวดีเช่นกัน อาทิ สหรัฐฯ (+13.8% YoY จาก +8.4% เดือนก่อน) และสหภาพยุโรป (+10.4% YoY จาก +8.4% เดือนก่อน) เร่งตัวขึ้น ขณะที่ส่งออกไปญี่ปุ่นชะลอตัวลงเล็กน้อย (+0% จาก +1.1% เดือนก่อน) ส่วนส่งออกไปอาเซียนเร่งตัวขึ้นเป็น +10.8% YoY จาก +6.0% YoY ในเดือนก่อน

ในรายสินค้า ยอดส่งออกสินค้ากลุ่มเครื่องจักรและเครื่องใช้ไฟฟ้าเร่งตัวขึ้นที่ +9.1% YoY จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 7.5% YoY ส่วนสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้นพลิกกลับมาเป็นบวกที่ +5.7% YoY จากเดือนก่อนหน้าที่หดตัว -2.0% YoY

ยอดนำเข้า (Imports) เร่งตัวขึ้น เป็น +18.7% YoY จาก +13.3% YoY เดือนก่อน อันเป็นผลจากนโยบายสิ่งแวดล้อมที่คุมเข้มการผลิตที่ทำให้เกิดมลพิษ ส่งผลให้จีนต้องนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์มากขึ้นเช่น แร่เหล็ก (+30.2% YoY จาก +15.8% เดือนก่อน) และน้ำมันดิบ (+29.4% YoY จาก +9.8% เดือนก่อน) ส่งผลให้ดุลการค้าเดือนกันยายน เกินดุล +2.85 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ลดลงจากที่เกินดุล +4.1 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนก่อน

ทุนสำรองระหว่างประเทศ (Foreign Exchange Reserves) ของจีนในเดือนกันยายน ปรับเพิ่มขึ้น +1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ เป็น 3.109 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนกันยายน ซึ่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 การเพิ่มขึ้นของทุนสำรองเป็นผลจากมาตรการควบคุมเงินไหลออกนับตั้งแต่ปลายปีที่แล้วของทางการจีน ขณะที่เศรษฐกิจจีนไม่ได้ชะลอลงแรงอย่างที่เป็นกังวล ส่วนเงินหยวนก็มีเสถียรภาพ

มุมมองของกองทุนบัวหลวง  เศรษฐกิจไตรมาส 3 ยังคงขยายตัวดี ส่วนหนึ่งเป็นผลจากที่ทางการได้ผ่อนคลายความเข้มงวดในนโยบายการเงินลงในช่วงที่ผ่านมาเพื่อรักษาเสถียรภาพ สำหรับภาคการผลิตที่มีพัฒนาการดีกว่าเดือนสิงหาคม ได้แก่ ซีเมนต์ , น้ำมันดิบ, การผลิตไฟฟ้า



Thailand

" Exports, and tourism sector help boost Thai economy "




เศรษฐกิจไทยเดือนสิงหาคมขยายตัวต่อเนื่อง โดยการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวดี สอดคล้อง กับอุปสงค์ต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวจากรายจ่าย ประจำ และการผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวตามการผลิตเพื่อส่งออกและเพื่อรองรับอุปสงค์ในประเทศ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนทรงตัวจากเดือนก่อน

พัฒนาการเศรษฐกิจเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

เครื่องชี้วัด: การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว+1.9% YoY (เดือนก่อนหน้า ขยายตัว +1.5% YoY) จากการใช้จ่ายในหมวดบริการที่ขยายตัวดีต่อเนื่องที่ +6.1% YoY จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว +3.9% YoY หนุนจากทั้งในหมวดโรงแรมและภัตตาคาร และหมวดบริการขนส่งผู้โดยสาร

นัยยะต่อเศรษฐกิจไทย: ในรายองค์ประกอบ การบริโภคสินค้ากึ่งคงทนพลิกกลับมาเป็นบวกที่ +1.1% YoY จากเดือนก่อนหน้าที่หดตัว -1.2% YoY ตาม การใช้จ่ายในหมวดเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มที่ปรับดีขึ้นบ้าง

ขณะที่การใช้จ่าย ในหมวดสินค้าคงทนขยายตัวชะลอลงที่ +3.2% YoY จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวได้ที่ +8.2% YoY เนื่องจากปริมาณจำหน่าย รถยนต์นั่งส่วนบุคคลและยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ชะลอลง

สำหรับปัจจัยสนับสนุนกำลังซื้อโดยรวมทยอยฟื้นตัวแต่ยังไม่เข้มแข็งนัก สะท้อนจาก รายได้นอกภาคเกษตรกรรมที่ขยายตัวเล็กน้อย ขณะที่รายได้ในภาคเกษตรกรรมลดลงจากผลของราคาสินค้าเกษตรที่ลดลงแม้ผลผลิตขยายตัวสูง ประกอบกับความเชื่อมั่นผู้บริโภค (หลังปรับฤดูกาล) ลดลงตามความ กังวลด้านภาวะเศรษฐกิจและการหางานทำในปัจจุบันและอนาคต

เครื่องชี้วัด: รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น +0.5% YoY (จากเดือนก่อนหน้าที่หดตัว-2.1% YoY) ขยายตัวครั้งแรกในรอบ 3 เดือน

นัยยะต่อเศรษฐกิจไทย: ดัชนีราคาสินค้าเกษตรเดือนกันยายน ลดลง -6.1% YoY (จากเดือนก่อนหน้าที่หดตัว -16.4% YoY) จากผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดในปริมาณมาก โดยดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น +7.0% YoY (เดือนก่อนหน้า +17.1% YoY) ส่งผลให้รายได้เกษตรกรพลิกกลับมาขยายตัวเล็กน้อยที่ +0.5% YoY หลังจากหดตัวต่อเนื่องเป็นเวลา 2 เดืือน

เครื่องชี้วัด: การลงทุนขยายตัวเล็กน้อยที่ +0.7% YoY ทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า

นัยยะต่อเศรษฐกิจไทย: การลงทุนบวกต่อ หนุนโดยการขยายตัวของการลงทุนในสองหมวดหลักคือ