BF Monthly Economic Review

"Market stirred ahead of FOMC meeting"


ASEAN This Month


อินโดนีเซีย



  • อัตราเงินเฟ้ออินโดนีเซียชะลอลงในเดือนกุมภาพันธ์ มาอยู่ที่ +3.18% YoY จาก +3.25% YoY ในเดือนมกราคม เนื่องมาจากราคาอาหารบางรายการ อาทิ เนื้อไก่ ผักสด และพริกลดลง ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในเดือนกุมภาพันธ์ ที่หักราคาอาหารสดแล้วขยายตัว +2.58% YoY น้อยกว่าเดือนก่อนหน้าที่ +2.69% YoY ธนาคารกลางอินโดนีเซียมีเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อในปี 2018 ที่ 2.5-4.5%


มาเลเซีย



  • ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) ประกาศคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.25% ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาด หลังจากที่ในเดือนม.ค. ที่ผ่านมา ธนาคารฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 25 bps เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ทั้งนี้ ในแถลงการณ์ของการประชุมในครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มความระมัดระวังในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น ธนาคารฯ คาดว่า อัตราเงินเฟ้อของมาเลเซียในปี 2018 จะชะลอลง จากปัจจัยด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก และราคาสินค้านำเข้าที่ลดลงจากการแข็งค่าของเงินริงกิต


ฟิลิปปินส์



  • ยอดเงินส่งกลับภูมิลำเนาของแรงงานฟิลิปปินส์โพ้นทะเล (OFW Cash Remittances) เดือนมกราคม 2018 อยู่ที่ 2.4 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น +9.7% YoY แบ่งออกเป็นการโอนจากแรงงานบนฝั่ง (Land-Based) 1.9 พันล้านดอลลาร์ และจากแรงงานนอกชายฝั่ง (Sea-Based) 5 ร้อยล้านดอลลาร์ โดย OFW Remittances ที่เร่งตัวขึ้นอาจเป็นผลของการอ่อนค่าลงของเปโซ ซึ่งผลักดันให้ชาวฟิลิปปินส์ในต่างประเทศโอนรายได้กลับเข้ามาให้ครอบครัวเป็นสกุลเปโซ กลายมาเป็นปัจจัยที่จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของคนในประเทศอีกแรงหนึ่ง ทั้งนี้ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) ตั้งเป้าไว้ว่า OFW Remittances รวมทั้งปี 2018 จะเพิ่มขึ้นราว +3.6%
  • ยอดการค้าระหว่างประเทศเดือนมกราคม 2018 อยู่ที่ 1.38 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าลง +7.0% YoY เทียบกับเดือนก่อน ขณะที่การขาดดุลการค้าของประเทศอยู่ที่ -3.32 พันล้านดอลลาร์ แคบลงจากเดือนก่อน เพราะแม้ว่ายอดส่งออกรวมจะชะลอลงสู่ +0.5% YoY นับว่าเป็นอัตราต่ำที่สุดในรอบ 14 เดือน แต่การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวได้ดีที่ +10.8% YoY จึงเป็นสัญญาณว่าตัวเลขการส่งออกรวมอาจกลับมาเร่งขึ้นอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนั้น ยอดนำเข้าสินค้ากลับมาชะลอลงเหลือ +11.4% YoY ในช่วงเดียวกัน หลังจากขยายตัวได้ถึง +20.0% ในเดือนก่อน
  • ฟิลิปปินส์ขาดดุลการชำระเงิน -429 ล้านดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 หลักๆมาจากการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินของ BSP ประกอบกับการชำระหนี้สกุลเงินต่างชาติของรัฐบาล ซึ่งถูกหักล้างด้วยรายได้ของ BSP จากการลงทุนในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การขาดดุลแคบลงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนเล็กน้อย อย่างไรก็ดี หากรวมยอดในช่วงมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2018 จะสังเกตได้ว่าการขาดดุลสะสมพุ่งขึ้นเป็น -961 ล้านดอลลาร์ กว้างกว่าการขาดดุลรวมทั้งปี 2017 มีสาเหตุมาจากการขาดดุลการค้าเดือนมกราคมที่กว้างขึ้น ประกอบกับการไหลออกของเงินลงทุนระยะสั้นของต่างชาติสุทธิ (Net Foreign Portfolio Investments) ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวนับว่าสอดคล้องกับเงินเปโซที่อ่อนตัวลงกว่า 4.0% นับตั้งแต่ต้นปีเทียบกับดอลลาร์


สิงคโปร์



  • การส่งออกสินค้าไม่รวมน้ำมันของสิงคโปร์ (NODX) หดตัวลงถึง -5.9% YoY ในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ว่าจะขยายตัวได้ +4.8% YoY หากแยกออกเป็นหมวดหลักๆ จะสังเกตได้ว่ายอดการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ย่อลง -12.3% YoY จากการหดตัว -3.9% YoY ในเดือนก่อน ในทำนองเดียวกันสินค้าอื่นที่ไม่ใช่อิเล็กทรอนิกส์ (Non-electronics) ก็กลับมาปรับตัวลง -3.4% YoY จากที่เคยทะยานขึ้นถึง +20.7% YoY ในเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวอาจเป็นผลกระทบโดยตรงจากวันหยุดตรุษจีน ซึ่งปีก่อนหน้ามีขึ้นในเดือนมกราคม แต่สำหรับปี 2018 นั้นอยู่ในเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากประเทศจีนเป็นตลาดส่งออกหลักของผู้ผลิตสิงคโปร์ อย่างไรก็ดี ตลาดคาดไว้ว่าก่อนแล้วว่าการค้าระหว่างประเทศมีแนวโน้มชะลอลงจากปี 2017 ที่เติบโตสูงถึง +9.2% นับว่ารวดเร็วที่สุดตั้งแต่ปี 2010 จึงเป็นประเด็นที่น่าจะเข้ามากดดันอัตราการเติบโตโดยรวมของเศรษฐกิจสิงคโปร์บ้างในปีนี้


เมียนมา



  • รัฐบาลเมียนมาได้เริ่มดำเนินโครงการพัฒนารถไฟวงแหวนในเมืองย่างกุ้ง โดยได้รับความช่วยเหลือด้านการเงินจากรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นมูลค่ากว่า 207 ล้านดอลลาร์ รถไฟสายดังกล่าวมีความยาวถึง 29.5 ไมล์ ซึ่งหากได้รับการปรับปรุงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่า จำนวนผู้โดยสารต่อวันจะพุ่งขึ้นราว 3 เท่าตัว หรือจากระดับ 90,000 คน สู่ระดับ 260,000 คน และสามารถวิ่งได้เร็วขึ้นราว 1 -2 ชั่วโมง ทั้งนี้ โครงการในส่วนตะวันตกมีกำหนดเสร็จสิ้นในเดือนมีนาคม 2019 ขณะที่ในส่วนตะวันออกนั้น มีกำหนดเสร็จสิ้นในปี 2022




Market was overwhelmed by political issues and FOMC meeting



ตลาดเคลื่อนไหวผันผวนหลังการแถลงต่อสภาครั้งแรกของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ และการประชุม FOMC เดือนมีนาคม ขณะที่ประเด็นการกีดกันการค้าและการเมืองทวีความรุนแรงขึ้น

เปิดเดือนมีนาคม ด้วยการที่ นาย Jerome Powell ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯหรือ Fed ได้แถลงนโยบายการเงินประจำครึ่งปี (Semiannullly Monetary Policy Report) ต่อสภาผู้แทนฯ (House Finance Services Committee) เมื่อช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นับเป็นการแถลงการครั้งแรกตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ โดยมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาพเศรษฐกิจ 4 ประเด็นหลักได้แก่

  • เศรษฐกิจสหรัฐฯขยายตามจังหวะของเศรษฐกิจโลก (Moment of Global Growth) ปัจจัยบวกส่งเสริมเศรษฐกิจภายในประเทศ การบริโภคและการลงทุนดูดี และนโยบายคลังมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • อัตราว่างงานต่ำ แต่อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labor Participation Rate) ไม่ได้ปรับขึ้นมากทำให้ ประธาน Fed มองว่าค่าแรงน่าจะปรับขึ้นและจะมีส่วนช่วยหนุนอัตราเงินเฟ้อ
  • ประธาน Fed คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะ “ค่อยๆ” ปรับขึ้นดอกเบี้ย และเดินหน้าลดงบดุลตามแผนที่วางไว้ และเปิดกว้างต่อแนวทางของการกำหนดกรอบนโยบายการเงิน รวมถึงกรอบ Inflation Targeting ซึ่งเป็นกรอบทางการเงินปัจจุบันที่สหรัฐฯใช้กำหนดแนวทิศทางของดอกเบี้ยนโยบาย
  • ประธาน Fed ได้กล่าวถึงความจำเป็นของการกำหนดเกณฑ์ควบคุมสถาบันการเงินที่อาจจะต้องเข้มขึ้นในบางมิติ แต่ต้องหาสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของการดำเนินธุรกิจและความเหมาะสมด้วย

ด้วยถ้อยแถลงดังกล่าวทำให้ตลาดตีความว่าเศรษฐกิจน่าจะยังคงขยายตัวได้ดีต่อ ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ +2.9% เงินดอลลาร์ฯแข็งค่าแตะระดับ 90 ในวันนั้น สะท้อนผ่านความคาดหวังว่าดอกเบี้ยอาจจะปรับขึ้นถี่กว่าการคาดการณ์เดิม

อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นไม่นานตลาดก็ปรับตัวเปลี่ยนทิศอีกครั้งจากเหตุการณ์ที่ นาย Gary Cohn ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล (Economic Council Director) ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มกำแพงภาษีของปธน. (ปธน.สหรัฐฯได้กล่าวว่าจะเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าในสินค้าเหล็ก 25% และอลูมิเนียม 10% ซึ่งมีผู้ไม่เห็นด้วยเนื่องจากเหล็กและอลูมิเนียมเป็นสินค้าขั้นกลางสำหรับผลิตรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นต้น ทำให้มีผลต่อภาระต้นทุนที่ปรับสูงขึ้นได้ต่อผู้ผลิตในอุตสาหกรรมที่ใช้เหล็กและอลูมิเนียมเป็นวัตถุดิบในการผลิต ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่นานได้ปรับขึ้นภาษีนำเข้าเครื่องซักผ้าและ Solar Cell ไปแล้ว)

ซึ่งข้อขัดแย้งทางการเมืองว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศนี้ ได้ประทุขึ้นในกลุ่มนักการเมืองท่านอื่นๆด้วย เช่น นาย Paul Ryan ประธานสภาผู้แทนราษฎรกล่าวว่าการขึ้นภาษีนำเข้าอาจส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจในประเทศ ขณะที่วุฒิสมาชิก Mike Lee ได้เสนอให้สภาแก้กฎหมายเพื่อจำกัดอำนาจของปธน. ในการออกมาตรการกีดกันทางการค้าได้โดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาจากสภา จากข่าวดังกล่าวก็ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรขยับลง พร้อมกับค่าเงิน DXY ที่พลิกกลับมาอ่อนค่าต่ำกว่า 90 สะท้อนความไม่มั่นใจของตลาดต่อทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจจากฝั่งรัฐบาล และภายหลังจากนั้นไม่นานการปรับขึ้นภาษีนำเข้าดังกล่าวก็มีผลให้พรรค Republican แพ้การเลือกตั้ง สส.ในมลรัฐ Pennsylvania ซึ่งเป็นรัฐที่อยู่ในกลุ่ม Rust Belt ซึ่งเดิมเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตเหล็กที่สำคัญของประเทศสะท้อนว่านโยบายกีดกันการค้า เช่น การเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมอาจไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบมากนัก

ตลาดกลับมาเคลื่อนไหวผันผวนอีกครั้งก่อนหน้าการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯก่อนการประชุมในเดือนมีนาคม โดยที่นักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า Fed น่าจะมีท่าทีที่ดุดันต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 4 ครั้งต่อปีซึ่งก็ต้องผิดหวังในที่สุดเมื่อถ้อยแถลงต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ไม่แตกต่างจากการประชุมครั้งก่อนหน้า มีผลให้ DXY ถูกเทขายขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปีขยับลงมา

…while trade tensions escalated


ในฟากของประเทศกลุ่มเอเชียก็มีสถานการณ์ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายที่คล้ายคลึงกัน โดยในระหว่างที่ประธานธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้แถลงต่อการประชุมในสภาเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมว่า BOJ อาจจะลดการผ่อนคลายทางการเงินในระยะเวลาที่เหมาะสม ภายใต้เงื่อนไขว่าเงินเฟ้อเข้าสู่เป้าหมายที่ 2.0% ได้แล้ว

ก็ทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้น 1.4% มาอยู่ที่ 105 เยนต่อดอลลาร์ฯ ส่วนดัชนี Nikkei ลดลงราว 2.0% ทันที ทั้งๆที่ ขณะนี้อัตราเงินเฟ้อจริงยังต่ำกว่าระดับเป้าหมายมากนัก(0.9% เมื่อเทียบกับเป้าหมายที่ 2.0%) ในด้านฝั่งยุโรปก็มีประเด็นด้านการเมืองในประเทศอิตาลี เยอรมนีและอังกฤษ ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อยุโรปยังยืนต่ำทำให้นักลงทุนมองว่าธนาคารกลางยุโรปอาจจะประวิงเวลาถอยมาตรการ QE ออกไปก็มีผลกดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในหลายประเทศยุโรปสำคัญ

ในช่วงนี้ ตลาดเคลื่อนไหวผันผวนตามข่าว และประเด็นทางการเมืองที่ประทุทั่วโลก ณ ขณะนี้ ทั้งที่ภาพเศรษฐกิจในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาเทียบกับช่วงนี้ไม่ได้มีปัจจัยใดเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ





เศรษฐกิจสหรัฐฯ

"FOMC said economic fundamentals stay strong buoyed by employment while inflation still muted"



การจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-farm Payroll Employment) เดือนกุมภาพันธ์ เพิ่มขึ้น +3.1 แสนราย จากเดือนก่อนหน้าที่เพิ่มขึ้น +2.0 แสนราย

ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมง (Average Hourly Earnings) ขยายตัว +2.6%YoY ชะลอลงจากเดือนก่อนที่ +2.9%YoY แต่ก็ยังเกาะระดับค่าเฉลี่ย 12 เดือน

อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ยังคงทรงตัวที่ 4.1% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่ปี 2000 ด้านอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labor Force Participation Rate) เพิ่มขึ้นเป็น 63.0% จากเดือนก่อนที่ 62.7% โดยในช่วงที่ผ่านมาผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีพยายามทดสอบระดับ 2.9% ทั้งนี้ Fed จะมีการประชุมนโยบายการเงินครั้งต่อไปในวันที่ 20-21 มีนาคม ซึ่งตลาดประเมินโอกาสขึ้นดอกเบี้ยที่ 100%

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Sentiment) เดือนมีนาคม เพิ่มขึ้น +2.3 จุด มาอยู่ที่ 102.0 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2004 ส่วน ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนกุมภาพันธ์ กลับมาขยายตัว +1.1% MoM จากเดือนก่อนที่ -0.3% MoM

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ รายงานตัวเลขงบประมาณในเดือนกุมภาพันธ์ ขาดดุล -215 พันล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งเป็นการขาดดุลรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2012 โดยรายได้ภาครัฐลดลง -9% เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้วเป็น 156 พันล้านดอลลาร์ฯ ในขณะที่รายจ่ายเพิ่มขึ้น +2% เป็น 371 พันล้านดอลลาร์ฯ

หากนับในช่วงเวลา 12 เดือนย้อนหลัง รัฐบาลสหรัฐฯ ขาดดุล -706 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นราว -3.5% ของ GDP ซึ่งงบประมาณมีแนวโน้มขาดดุลเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ต้นปี 2016

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประเมินการขาดดุลงบประมาณจะมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆ จาก -3.5% ต่อ GDP ในปี 2017 เป็น -4.4% และ -4.7% ในปี 2018 และ 2019 ตามลำดับ ซึ่งด้วย ยอดขาดดุลงบประมาณ และแนวโน้มหนี้ภาครัฐที่เพิ่มสูงขึ้นของทำให้สหรัฐฯ ต้องออกพันธบัตรเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันให้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรในตลาดปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต



"Which poised FOMC raise FED Fund Rate as expected with 2018 interest rate outlook unchanged"



คณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติเป็นเอกฉันท์ 8-0 ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 25bps เป็น 1.50-1.75% เท่ากับที่ตลาดคาด และไม่ต่างจากการประชุมครั้งก่อน

FOMC มอง GDP และอัตราว่างงานดีขึ้น โดยให้ GDP ปี 2018-2019 อยู่ที่ 2.7% และ 2.0% ตามลำดับ ขยับขึ้นจากการประมาณการเศรษฐกิจในรอบที่แล้ว ส่วนอัตราว่างงานก็ได้รับการปรับลงทั้งสองปี คือ 3.8% และ 3.6% ในปี 2018 และ 2019 ตามลำดับ

จาก Dot Plot ล่าสุดคณะกรรมการ FOMC โดยส่วนใหญ่ ยังคงมุมมองต่อดอกเบี้ยนโยบายปีนี้ที่ 2.0-2.5% สะท้อนว่าดอกเบี้ยนโยบายปีนี้จะมีการปรับขึ้นรวม 3 ครั้งเช่นเดิม (แปลว่าปีนี้จะขึ้นดอกเบี้ยอีกสองครั้ง), ก่อนจะปรับขึ้นเป็น 2.9% ในปี 2019 และ 3.4% ในปี 2020 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับจากการประชุมในเดือนธ.ค.ซึ่งอยู่ที่ 2.7% ในปี 2019 และ 3.1% ในปี 2020





เศรษฐกิจยูโรโซน

Europe was loomed with political tensions



เศรษฐกิจยูโรโซนหรือ EA-19 เติบโต +0.6% QoQ sa (ประมาณการครั้งสุดท้าย) ในไตรมาสที่ 4/2017 ทำให้ GDP รวมทั้งปี 2017 เร่งขึ้นเป็น +2.5% เร็วที่สุดในรอบ 10 ปี โดยที่ทุกเครื่องยนต์เศรษฐกิจสร้างผลบวก (GDP Contribution) ให้กับเศรษฐกิจยูโรโซน โดยที่การลงทุนสามารถพลิกกลับมาเป็นบวกได้ที่ +0.9% QoQ sa (prev. -0.2% QoQ sa) ขณะที่การส่งออกขยายต่อตัวเนื่องจากไตรมาสที่แล้ว (ที่ +1.9% QoQ sa จากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งขยายตัวที่ +1.6% QoQ sa) เช่นเดียวกับการนำเข้าที่ +1.1%QoQ sa จะเห็นได้ว่าการส่งออกขยายตัวได้มากกว่าการนำเข้าจึงยังทำให้การค้าต่างประเทศสุทธิยังส่งอานิสงส์ด้านบวกให้กับเศรษฐกิจยุโรป ส่วนการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวที่ +0.2% QoQ sa ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ +0.3% QoQ sa

ในปี 2017 ที่ผ่านมายุโรปได้รับการหนุนจากหลากหลายปัจจัย เช่น ตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งจากการว่างงานที่ย่อลงมาอยู่ในระดับก่อนถึงวิกฤตการณ์ทางการเงินปี 2007-2008 ผนวกกับอัตราค่าจ้างที่ค่อยๆขยับตัวขึ้น ส่วนเงินเฟ้อยังทรงตัวอยู่ใกล้ 1.0% เป็นผลบวกต่อการบริโภคครัวเรือน ระหว่างที่การค้าระหว่างประเทศขยายตัวได้ดีจากอุปสงค์ทั่วโลก นอกจากนั้น เม็ดเงินลงทุนมีความแข็งแกร่งในสภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำและความเชื่อมั่นสูง

สำหรับปี 2018 นี้เศรษฐกิจยูโรโซนยังอยู่ในทิศทางขาขึ้นแต่อาจจะชะลอจากปี 2017 เนื่องด้วย 1) ฐานสูง, 2) ตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายตัดซื้อที่พลิกกลับมาอ่อนตัวลง, 3) เงินยูโรที่ขยับแข็งค่า (ปัจจุบันค่าเงินยูโรอยู่ที่ 1.23 ยูโร/ดอลลาร์ฯ)อาจกระทบความสามารถการแข่งขันของสินค้าส่งออก, 4) อีกทั้งตลาดคาดหวังว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจจะต้องตัดสินใจกำหนดกรอบเวลาของมาตรการ QE ในช่วงปลายปีภายหลังจากที่การประชุมครั้งล่าสุดยังคงมาตรการ QE ไว้ตามเดิม, นอกจากนั้นยังมี 5) ความเสี่ยงด้านการเมืองในกรณีของประเทศอิตาลี อังกฤษ รวมทั้งรัสเซียอาจจะกระทบความั่นใจของนักลงทุนได้

ผลการเลือกตั้งของอิตาลีเมื่อวันที่ 4 มี.ค. ไม่สามารถหาข้อสรุปได้มีผลให้ประเทศอิตาลีเข้าสู่สภาวะสภาแขวน (Hung Parliament) หรือสถานการณ์ที่ไม่มีกลุ่มการเมืองไหนได้รับเสียงโหวตเกินกว่า 40% โดยกลุ่มพรรคผสมฝั่งกลาง-ขวา มีคะแนนเสียงมากที่สุดราว 37% อย่างไรก็ดี Silvio Berlusconi ผู้นำกลุ่มพรรคกลาง-ขวาถูกพิพากษาคดีฉ้อโกงทางภาษี และยังคงถูกห้ามไม่ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ดังนั้น Matteo Salvini ผู้นำพรรค The League ซึ่งเป็นพันธมิตรกับ Berlusconi และมีแนวคิดขวาจัด จึงอยู่ในตำแหน่งที่อาจก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอิตาลีคนถัดไปได้

ขณะเดียวกันในประเทศเยอรมนี Angela Merkel ผู้นำพรรค CDU/CSU เจรจาต่อรองกับ SPD จัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ทำให้สามารถรักษาตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไว้ได้เป็นสมัยที่ 4 ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างสหราชอาณาจักรและรัสเซียกำลังมีความตึงเครียดขึ้น ภายหลังรัฐบาลสหราชอาณาจักรกล่าวหาฝ่ายรัสเซียว่าอยู่เบื้องหลังการใช้อาวุธเคมีกับอดีตสายลับสองหน้าภายในสหราชอาณาจักร ส่งผลให้แต่ละประเทศตัดสินใจขับไล่นักการทูตชุดใหญ่ของอีกฝ่ายออกนอกประเทศของตน





เศรษฐกิจญี่ปุ่น


ญี่ปุ่นประกาศปรับประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาส 4/2017 ขึ้น จาก +0.1% QoQ ในประมาณการครั้งแรก เป็น +0.4% QoQ โดยมีปัจจัยหนุนจากการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 5 และเพิ่มขึ้นจาก +0.7% QoQ ในการประมาณการครั้งแรก เป็น +1.0% QoQ บวกกับการลงทุนภาครัฐที่หดตัวน้อยลงจากการประมาณการครั้งแรก -0.5% QoQ เป็น -0.2% QoQ ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 60% ของ GDP นั้น ขยายตัว 0.5% QoQ เท่ากับการประมาณการครั้งแรก

ดัชนีราคาค้าส่ง (PPI) ของญี่ปุ่นขยายตัว +2.5% YoY ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยได้ปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันและราคาโลหะนอกกลุ่มเหล็กที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ แม้ดัชนี PPI จะปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 14 แต่ดัชนี PPI เดือนกุมภาพันธ์นั้นถือว่าขยายตัวในอัตราช้าลงจากเดือนมกราคมที่ขยายตัว +2.7% จากการแข็งค่าของเงินเยน

ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนมกราคมหดตัว -6.6% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า จากการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ลดลง เนื่องจากฐานที่สูงในเดือนธันวาคม และการส่งออกไปสหรัฐฯ ที่ลดลง นอกจากนี้ การผลิตในอุตรสาหกรรมผลิตเครื่องจักรก็ชะลอลงเช่นกัน จากสภาพอากาศที่มีหิมะตกหนัก ส่งผลกระทบต่อซัพพลายของการผลิต ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นปรับการประเมินภาพรวมของภาคการผลิตในประเทศ จาก “กำลังฟื้นตัว” เป็น “ฟื้นตัวอย่างช้าๆ” อย่างไรก็ดี ในเดือนกุมภาพันธ์กระทรวงอุตสาหกรรมญี่ปุ่นประมาณการว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้น 9.0%

ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) วันที่ 8-9 มีนาคมที่ผ่านมา BOJ ได้ประกาศคงนโยบายการเงินไว้ตามเดิม โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ -0.1% ส่วนเป้าหมายควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปียังคงไว้ที่ 0% เป็นไปตามตลาดคาด โดยจะเดินหน้าเข้าซื้อสินทรัพย์ต่อเนื่องตามเดิม ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า BOJ มีความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2.0% นอกจากนี้ นายคุโรดะ ผู้ว่าการ BOJ ยังได้ออกมาแถลงว่า BOJ อาจเพิ่มมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน หากพิจารณาแล้วว่าจำเป็น ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ที่ผ่านมา รัฐสภาญี่ปุ่นได้มีมติอนุมัติการเสนอชื่อนายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการต่ออีกสมัย พร้อมกับรับรองการเสนอชื่อรองผู้ว่าการ BOJ อีก 2 คน





เศรษฐกิจจีน

China keeps GDP target of 6.5 % this year



รัฐบาลจีนตั้งเป้า GDP ปี 2018 ที่ “ประมาณ 6.5%” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงจากปี 2017 ที่รัฐบาลตั้งเป้า GDP ไว้ที่ “6.5% หรือมากกว่าหากเป็นไปได้”

สำหรับตัวเลขทางเศรษฐกิจอื่นๆนั้นพบว่า 1) รัฐบาลได้ปรับลดเป้าขาดดุลการคลัง (Fiscal Deficits) ลงเป็น -2.6% ของ GDP จาก -3.0% ในปีก่อนซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าจีนจะลดการกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ลง เนื่องจากการใช้จ่ายภาครัฐผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure FAI) ถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับ 2) ทิศทางนโยบายการเงิน รัฐบาลย้ำว่าจะใช้นโยบายการเงินอย่างรอบคอบและเป็นกลาง โดยจะรักษาให้สภาพคล่องอยู่ในระดับที่เหมาะสม และคาดปริมาณเงินในระบบ M2 จะขยายตัวในระดับต่ำ (8.8% YoY ในเดือนก.พ. vs. เป้าปี 2017 ที่ 13%) แต่ในครั้งนี้รัฐบาลไม่ได้กำหนดเป้าการขยายตัวที่ชัดเจน

นอกจากนี้ 3) ทางการได้คงเป้าเงินเฟ้อปีนี้ที่ 3.0% YoY เท่ากับปีก่อน และ(4) ได้คงเป้าการขยายตัวของยอดค้าปลีกที่ 10% YoY เท่ากับปีก่อน (vs. ขยายตัวจริง 9.4%)

ทุนสำรองระหว่างประเทศเดือน ก.พ. ปรับลดลง ลดลง -2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ เป็น 3.13 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ในเดือน ก.พ. ซึ่งนับเป็นการลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2017 ผลจากการตีมูลค่าสินทรัพย์ตามราคาตลาด เช่น เงินยูโรอ่อนค่าลงราว -1.7% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ฯ ในเดือน ก.พ. ซึ่งทำให้มูลค่าทุนสำรองซึ่งรายงานเป็นดอลลาร์ฯ ลดต่ำลง และ มูลค่าพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ปรับลดลง เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น ไม่น่าจะเป็นปัจจัยที่ควรกังวลเนื่องจากไม่ได้ชี้ถึงภาวะเงินทุนไหลออก ซึ่งจากข้อมูลโดย State Administration of Foreign Exchange หรือ SAFE ได้ระบุว่าบัญชีเคลื่อนย้ายทุน (Capital Account) ของจีนพลิกกลับมาเป็นบวกในปี 2017 จากเม็ดเงินที่วิ่งเข้าไปลงทุนในหลักทรัพย์ทั้งตราสารหนี้และตราสารทุนภายหลังที่ทางการจีนได้เปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์เข้าลงทุนในตลาดจีนได้โดยตรง

คณะกรรมการกำกับดูแลภาคธนาคารของจีน (CBRC) ประกาศลดอัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL coverage ratio คือสัดส่วนระหว่างยอดการตั้งสำรอง/ยอด NPL) ลงจากเดิมที่ 150% เป็นกรอบ 120-150% และปรับสัดส่วนการตั้งสำรอง (ยอดการตั้งสำรอง/ยอดหนี้รวม)ลงจากเดิมที่ 2.5% เป็นกรอบ 1.5-2.5% โดยธนาคารพาณิชย์ที่สามารถตั้งสำรองได้ต่ำกว่าเกณฑ์เดิมจะต้องเป็นธนาคารพาณิชย์ที่ 1) แจ้งยอด NPL ถูกต้องสม่ำเสมอ, 2) มีพัฒนาการในการแก้ไข/ลดยอดหนี้ NPL, และ 3) มีสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงหรือ Capital Adequacy Ratio ในระดับสูง

ปัจจุบัน ธนาคารในจีนมี NPL Coverage Ratio เฉลี่ยอยู่ที่ 181% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ของทางการ ดังนั้น การปรับลดอัตราส่วนดังกล่าวลง จะช่วยให้ธนาคารสามารถปล่อยกู้ให้กับระบบเศรษฐกิจจริงได้มากขึ้น และช่วยชดเชยแรงกดดันจากการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดเพื่อลดการเติบโตของสินเชื่อนอกภาคธนาคาร

"China has a strong start for the trade cycle"


ยอดส่งออก (Export) เดือน ก.พ. เร่งตัวขึ้นเป็น +44.5% YoY จาก +11.1% YoY เมื่อเดือนก่อน ซึ่งส่วนหนึ่งคาดว่าเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราวจากเทศกาลตรุษจีน ซึ่งอยู่ในเดือน ก.พ. ปีนี้ (จากที่ปีก่อนวันตรุษจีนอยู่ในเดือนม.ค.)

ในรายคู่ค้า ส่งออกเร่งตัวขึ้นค่อนข้างมากในกลุ่ม Developed Market ได้แก่ สหรัฐฯ (+46.1% YoY vs. +11.1% เดือนก่อน), สหภาพยุโรป (+31.2% YoY vs. +1.4% เดือนก่อน), ญี่ปุ่น (+31.2% YoY vs. +1.4% เดือนก่อน) และเร่งตัวใน Emerging Market ในกลุ่มอาเซียน (+36.2% YoY vs. +18.4% เดือนก่อน) ขณะที่ชะลอตัวลงในฮ่องกง (+10.2% YoY vs. +18.9% เดือนก่อน) และไต้หวัน (+15.3% YoY vs. +25.4% เดือนก่อน)

ส่วนการนำเข้า (Imports) ชะลอที่ +6.3% YoY จาก +36.9% YoY ในเดือนก่อน คาดว่าเป็นผลจากจำนวนวันทำงานที่ลดลงเนื่องจากวันหยุดตรุษจีน ซึ่งอยู่ในเดือน ก.พ.ปีนี้ (จากที่ปีก่อนวันตรุษจีนอยู่ในเดือนม.ค.)

การนำเข้าแร่เหล็ก (-5.4% YoY vs. -0.9% เดือนก่อน), ผลิตภัณฑ์จากเหล็ก (+11.5% YoY vs. 38.1% เดือนก่อน) และน้ำมันดิบ (+26.4% YoY vs.+44.7% เดือนก่อน) ต่างชะลอตัวลงค่อนข้างมาก

ทั้งนี้ ดุลการค้าเดือน ก.พ. เกินดุลที่ +3.37 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ เพิ่มขึ้นจาก +2.04 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนก่อนหน้า

อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) จีนขยับขึ้นที่ +2.9% YoY ในเดือนก.พ. จากเดือนก่อนหน้าที่ +1.5% YoY ผลจาก 1) ฐานต่ำในปี 2017 เนื่องด้วยเงินเฟ้อเดือนก.พ. ของปีที่แล้วอยู่ที่ +0.8% YoY, และ 2) เทศกาลวันตรุษจีนเหลื่อมเดือน ทั้งนี้เมื่อเทียบรายเดือนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ +1.2% MoM จากเดือนก่อนหน้าที่ +0.5% MoM

ในรายองค์ประกอบ ระดับราคาสินค้ากลุ่มอาหารพลิกกลับมาบวกที่ +4.4% YoY จากเดือนม.ค.ที่หดตัว -0.5% YoY สินค้ากลุ่มนี้ที่ระดับราคาขยายตัวได้แก่ ผักและผลไม้สด, สัตว์น้ำ,และสัตว์ปีก ด้านสินค้ากลุ่มที่ไม่ใช่อาหาร ขยายตัว +2.5% YoY จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว +2.0% YoY

สำหรับอัตราเงินเฟ้อผู้ผลิต (PPI) ชะลอที่ +3.7% YoYจากเดือนก่อนหน้าที่ +4.3% YoY ทั้งนี้จากฐานสูงเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อนหน้าซึ่ง PPI อยู่ที่ +7.8% YoY ในรายองค์ประกอบสินค้าที่ระดับราคาชะลอลงได้แก่ สินค้ากลุ่มวัตถุดิบ เช่นกลุ่มปิโตรเลียม ถ่านโค้ก และกลุ่มเคมีภัณฑ์ เป็นต้น

"Chinese banks continue to shift off-balance sheet liabilities back onto their balance sheets"


การระดมทุนรวมเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 1.17 ล้านล้านหยวน (ขยายตัวที่ +11.2% YoY) จากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 3.0 ล้านล้านหยวน (ขยายตัวที่ +11.3% YoY) ในช่วงที่ผ่านมาสถาบันการเงินพยายามลดธุรกรรมนอกงบดุล หรือ Off-balance Sheet และหันมาเน้นธุรกรรมในงบดุล เช่นสินเชื่อมากยิ่งขึ้น โดยที่สินเชื่อธนาคารพาณิชย์คิดเป็น 68.7% ของการระดมทุนรวมทั้งหมด (สัดส่วนดังกล่าวขยับขึ้น 1.2 pp เมื่อเทียบกับปี 2017) ขณะที่การขยายตัวของธุรกรรม Off-balance Sheet เช่น Entrusted Loans, Trust Loans, และสินเชื่อให้สถาบันการเงินแทบไม่ขยายตัวในช่วงสองเดือนแรกของปีนี้

สำหรับสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 8.39 แสนล้านหยวนหรือขยายตัว +12.8% YoY ชะลอลงจากเดือนมกราคมซึ่งอยู่ที่ 2.9 ล้านล้านหยวน หรือขยายตัว +13.2% YoY ส่วนปริมาณเงิน M2 ขยายตัว +8.8% YoY จากเดือนก่อนหน้าที่ +8.6% YoY มองไปข้างหน้าคาดว่า ทางการจีนน่าจะคงทิศทางการบริหารจัดการสินเชื่อและสภาพคล่องในระดับนี้ต่อไป ซึ่งเกณฑ์การควบคุมธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินจะมีส่วนกดดันอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงิน แต่ธนาคารกลางคงจะยังไม่ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในขณะนี้เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อจีนยังขยายตัวต่ำ





เศรษฐกิจไทย

Thailand private investment saw signs of recovery



เศรษฐกิจไทยในเดือนมกราคมขยายตัวต่อเนื่อง จากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวสูงและ ภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวดีสอดคล้องกับอุปสงค์ต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ด้านการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวดีในทุก หมวดการใช้จ่าย ส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวตาม สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐกลับมาขยายตัวจากรายจ่ายลงทุน ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเล็กน้อยจากเดือนก่อน

พัฒนาการเศรษฐกิจเดือนมกราคม

เครื่องชี้นำประจำเดือนมกราคม : เครื่องชี้การบริโภคขยายตัวที่ +6.1% YoY (prev. +7.5% YoY) เป็นการขยายตัวต่อเนื่องจากระยะเดียวกันปีก่อนตามการใช้จ่ายที่ขยายตัวในทุกหมวด
นัยยะต่อเศรษฐกิจไทย : 
เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน ตามการใช้จ่ายในทุกหมวดสินค้าที่ขยายตัวดี อย่างไรก็ดี ปัจจัยสนับสนุนกำลังซื้อโดยรวมยังไม่เข้มแข็งและทั่วถึงนักโดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยโดยรายได้ นอกภาคเกษตรกรรมขยายตัวเล็กน้อย ขณะที่รายได้ในภาคเกษตรกรรมลดลงจากผลของราคาสินค้าเกษตรที่ลดลงแม้ ผลผลิตจะขยายตัวสูง การบริโภคภาคเอกชนและการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวดี ส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว สอดคล้องกันโดยเฉพาะการผลิตในหมวดยานยนต์ และเคมีภัณฑ์

  • การใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนขยายตัวที่ +9.8% YoY (prev. +14.0% YoY) ชะลอลงบ้างตามปริมาณ การจำหน่ายยานยนต์ที่แผ่วจากปลายปีที่แล้ว
  • หมวดสินค้ากึ่งคงทนขยายตัวที่ +5.1% YoY (prev. +1.1% YoY) สะท้อน จากยอดขายชิ้นส่วนยานยนต์ และปริมาณการนำเข้าเสื้อผ้าและ เครื่องนุ่งห่ม
  • หมวดสินค้าไม่คงทนขยายตัวพลิกกลับมาบวกที่ +0.5% YoY (prev. -0.5% YoY)จากยอดขายเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์และยาสูบ
  • หมวดบริการขยายตัวที่ +9.9% YoY (prev +14.2% YoY) จากการใช้จ่ายใน หมวดโรงแรมและภัตตาคาร และหมวดขนส่ง สำหรับภาพรวมของกำลังซื้อ โดยรวมยังไม่เข้มแข็งและกระจายตัวทั่วถึงมากนักโดยเฉพาะในกลุ่มผู้มี รายได้น้อย สะท้อนจากรายได้ครัวเรือนนอกภาคเกษตรกรรมที่เพิ่มขึ้น เล็กน้อย ขณะที่รายได้ครัวเรือนในภาคเกษตรกรรมยังหดตัวต่อเนื่องจาก ระยะเดียวกันปีก่อน

เครื่องชี้นำประจำเดือนมกราคม : การลงทุนขยายตัวจากระยะเดียวกันปีก่อนที่ +1.2% YoY (prev. +0.3% YoY)
นัยยะต่อเศรษฐกิจไทย : 
การลงทุนปรับดีขึ้นตามเครื่องชี้การลงทุนด้านเครื่องจักรและ อุปกรณ์ที่ขยายตัวในทุกหมวด
  • การลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์ ขยายตัวดีจากระยะเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องจักรในประเทศ (+6.2% YoY vs.prev. -0.9% YoY) และการนำเข้าสินค้าทุนที่เร่งขึ้น(+13.7% YoY vs. prev. -2.8% YoY)ในเกือบ ทุกหมวดสินค้า และยอดจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง (+13.4% YoY vs. prev. +15.1% YoY) ทั้งนี้ เมื่อขจัดผลของฤดูกาลแล้ว การลงทุนด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์ทรงตัวจากเดือนก่อน
  • การลงทุนก่อสร้าง หดตัวจากระยะเดียวกันปีก่อนจากพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้าง (-7.3% YoY vs.prev. -8.2% YoY) แต่เมื่อขจัดผล ของฤดูกาลแล้วปรับดีขึ้นจากเดือนก่อน ตามยอดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างที่มี ทิศทางดีขึ้น (+0.9% YoY vs. prev. -5.0% YoY) โดยเฉพาะกระเบื้องมุงหลังคาและหมวดปูนซีเมนต์

เครื่องชี้นำประจำเดือนมกราคม : รายได้เกษตรหดตัวต่อเนื่องเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนที่ -3.4% YoY (prev. -3.6% YoY)
นัยยะต่อเศรษฐกิจไทย : 
รายได้เกษตรถูกกระทบจากการหดตัวของราคาสินค้าเกษตรที่มากกว่าการขยายตัวของผลผลิต (-14.6% YoY vs. prev -10.5% YoY) โดยเฉพาะราคายางพาราและปาล์มน้ำมันที่หดตัวสูง เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ประกอบกับผลของฐานราคาที่สูงจากเหตุการณ์อุทกภัยในภาคใต้ในระยะเดียวกันปีก่อน ขณะที่ปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรขยายตัว (+13.0% YoY vs. prev +7.7% YoY) ตามปริมาณผลผลิตยางพารา ส่วนหนึ่งจากฐานต่ำในปีก่อนที่เกิดอุทกภัย ข้าวและอ้อย เป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี ราคาข้าวยัง ขยายตัวได้ทั้งข้าวขาว และข้าวหอมมะลิ ตามอุปสงค์จากต่างประเทศที่ดีต่อเนื่อง

เครื่องชี้นำประจำเดือนมกราคม : นักท่องเที่ยวต่างประเทศขยายตัวสูงต่อเนื่องที่ +10.9% YoY (เดือนก่อนหน้า +15.5% YoY) ที่ 3.5 ล้านคนเท่ากับเดือนธันวาคม
นัยยะต่อเศรษฐกิจไทย : 
จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นในทุกสัญชาติตามเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง เมื่อปรับฤดูกาลแล้วจำนวนนักท่องเที่ยว ทรงตัวจากเดือนก่อนที่ +0.5% MoM โดยนักท่องเที่ยวจีนลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ส่วนหนึ่งจากการชะลอการท่องเที่ยวจากการเหลื่อมเดือนของเทศกาลตรุษจีนซึ่งในปีนี้อยู่ในเดือนกุมภาพัฯธ์ ขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มประเทศยุโรป รัสเซีย และอินเดียเพิ่มขึ้นในเดือนมกราคม

เครื่องชี้นำประจำเดือนมกราคม : 
  • การส่งออกไทยเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 20,365 ล้านดอลลาร์ (เดือนก่อนหน้าอยู่ที่ 20,101.4 ล้านดอลลาร์) ขยายตัว +10.3% YoY (เดือนก่อนหน้าขยายตัวที่ +17.6% YoY)
  • การนำเข้ามีมูลค่า 19,557 ล้านดอลลาร์ (เดือนก่อนหน้าอยู่ที่ 20,220.6 ล้านดอลลาร์)หรือขยายตัว +16.0% YoY (จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว +24.2% YoY)
  • ส่งผลให้การค้าพลิกมาเกินดุล 808 ล้านดอลลาร์ (จากเดือนก่อนหน้าที่ขาดดุล -119.2 ล้านดอลลาร์)

นัยยะต่อเศรษฐกิจไทย : 
การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในเดือนกุมภาพันธ์ flat ที่ +0.3% (YoY) โดยสินค้าส่งออกที่ขยายตัวดี ได้แก่
  • ข้าว ขยายตัว +20.1% YoY
  • น้ำมันปาล์ม ขยายตัว +496.3% YoY
  • ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ขยายตัว +14.2% YoY
  • ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป ขยายตัว +20.4% YoY

ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว ได้แก่
  • ยางพารา ยังคงหดตัวที่ -28.8% YoY จากปัจจัยทางด้านราคาเป็นหลัก
  • น้ำตาลทราย หดตัวที่ -23.9% YoY ทั้งปัจจัยทางด้านราคาและปริมาณ
  • อาหารทะเลแช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป หดตัว -4.5% YoY

การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 ที่ +11.5% YoY โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่
  • รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัว +17.8% YoY
  • เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัว +16.8% YoY
  • เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ ขยายตัว +46.1%YoY
  • น้ำมันสำเร็จรูป ขยายตัว +47.1% YoY

สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญที่หดตัว ได้แก่ ทองคำ (หดตัว-56.7% YoY) แผงวงจรไฟฟ้า (หดตัว -3.3% YoY)
ตลาดส่งออกสำคัญ การส่งออกไปตลาดสำคัญๆ ขยายตัวทุกตลาด โดย
  • การส่งออกไปยังตลาดหลักขยายตัว +18.8% YoY จากญี่ปุ่น ที่ขยายสูง +41.1% YoY ซึ่งมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนการส่งออกไป สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (15) ขยายตัว +5.1% YoY และ +12.4% YoY ตามลำดับ
  • การส่งออกไปตลาดศักยภาพขยายตัวที่ +7.8% YoY โดยการส่งออกในตลาดอินเดียยังขยายตัวสูงต่อเนื่องที่ 42.9%YoY


เครื่องชี้นำประจำเดือนมกราคม : ดุลการชำระเงินเกินดุล +9.0 พันล้านดอลลาร์ (เดือนก่อนหน้าขาดดุล -1.2 พันล้านดอลลาร์)
นัยยะต่อเศรษฐกิจไทย : 
  • ดุลการชำระเงินเกินดุลจากดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลต่อเนื่อง (+5.2 พันล้านดอลลาร์ฯ เดือนก่อนหน้าเกินดุล +3.9 พันล้านดอลลาร์) ตามดุลการค้าที่เกินดุล (+1.3 พันล้านดอลลาร์ vs. prev. +1.5 พันล้านดอลลาร์) จากมูลค่าการส่งออกสุทธิที่เพิ่มขึ้น และดุลบริการ รายได้ และเงินโอนที่เกินดุล (+3.9 พันล้านดอลลาร์ vs. prev. +2.3 พันล้านดอลลาร์) ตามรายรับภาคการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น
  • ดุลบัญชีทุนเคลื่อนย้ายเกินดุลสุทธิ (+5.0 vs. prev. -4.0 พันล้านดอลลาร์)จากทั้งด้านสินทรัพย์และหนี้สิน โดยด้านสินทรัพย์เป็นการไหลเข้าสุทธิจากการถอนเงินฝากและตราสารหนี้ที่ครบกำหนดของกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ Foreign Investment Fund : FIF) และด้านหนี้สิน เป็นการไหลเข้าสุทธิจากการลงทุนในหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในตราสารหนี้ สอดคล้องกับการกลับมาลงทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาค การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์และการได้รับสินเชื่อทางการค้าของผู้นำเข้าตามมูลค่าการนำเข้าที่ขยายตัวดี


เครื่องชี้นำประจำเดือนมกราคม : 
  • ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) อยู่ที่ 101.21 ขยายตัว +0.42% YoY (เดือนก่อนหน้า +0.7% YoY ) และหากเทียบเดือน ก่อนหน้า หดตัว -0.23% MoM (เดือนก่อนหน้าขยายตัว +0.07% MoM)
  • Core CPI เดือน ก.พ. อยู่ที่ 101.71 ขยายตัว +0.63% YoY (เดือนก่อนหน้า +0.58% YoY) และ +0.07% MoM (เดือนก่อนหน้า +0.03% MoM)
  • ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อปี 2018 ที่ 0.7-1.7%

นัยยะต่อเศรษฐกิจไทย : หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (น้ำหนัก 36.13% ของตะกร้า) แทบไม่ขยายตัวที่ +0.09% YoY (prev. +0.2% YoY) สินค้าที่เป็นตัวฉุดราคาในหมวดนี้ได้แก่
  • เป็ดไก่และสัตว์น้ำ (-1.59% YoY vs prev. -1.16% YoY)
  • เนื้อสัตว์ (-4.84% YoY vs prev -4.17% YoY)

หมวดที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม (น้ำหนัก 63.87% ของตะกร้า) ขยายตัวที่ +1.04% YoY แทบไม่แตกต่างจากเดือนก่อนหน้าที่ +1.10% YoY สำหรับสินค้าที่ระดับราคาปรับขึ้นในหมวดนี้ได้แก่
  • ไฟฟ้าเชื้อเพลิงและประปา (+5.03% YoY vs prev. +4.15% YoY)
  • ยานพาหนะและน้ำมัน (+1.32% YoY vs prev. +1.91% YoY) จากราคาน้ำมันขายปลีกขยับขึ้น
  • ยาสูบและเครื่องดื่ม (+5.93% YoY vs prev. +5.77% YoY) จากการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต


สรุปนโยบายรัฐบาลในเดือนมีนาคม



นโยบาย : สนช. เตรียมรวบรวมรายชื่อสมาชิกเพื่อยื่น พ.ร.ป. ที่มา ส.ว. ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในประเด็นเรื่องที่มา ส.ว.
รายละเอียด : 
  • นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ทำหนังสือถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อคัดค้านว่า พ.ร.ป. การเลือกตั้ง ส.ส. และ พ.ร.ป. ที่มา ส.ว. มีประเด็นที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ พร้อมกับเสนอแนะให้ สนช. ส่งกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ
  • ทำให้ นายสมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติเปิดเผยว่า ในวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมสนช. มีข้อสรุปว่า สนช. จะยื่น พ.ร.ป. ที่มา ส.ว. ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในประเด็นที่มาของผู้สมัคร ส.ว. มี 2 ประเภท คือ ผู้สมัครอิสระและผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกจากองค์กร โดย สนช. ได้รวบรวมรายชื่อสมาชิก จำนวน 30 เสียงเพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ทั้งนี้ กระบวนดังกล่าวจะไม่ส่งผลให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไปจากกำหนดการเดิม ซึ่งนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คาดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เวลาในการพิจารณา 1 เดือนและไม่ตีตกทั้งฉบับ
  • สำหรับ พ.ร.ป. การเลือกตั้ง ส.ส. จะไม่มีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ทั้งนี้กำหนดการเลื่อนตั้งยังยืนที่เดือนกุมภาพันธ์ 2019 เช่นเดิม
  • ทั้งนี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งปลดนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ออกจากตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง เนื่องจากมีการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งอันอาจก่อให้เกิดความสับสน อย่างไรก็ดี คำสั่งดังกล่าวจะไม่ส่งผลให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไปจากกำหนดการเดิมในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า

นโยบาย : กระทรวงการคลังตั้งเป้าหมายการจัดทำงบประมาณสมดุลในระยะ 5-10 ปี
รายละเอียด : 
  • การจัดทำงบประมาณสมดุลมีสมมุติฐานว่า อัตราขยายตัวของเศรษฐกิจเฉลี่ยอยู่ที่ +4.0% YoY และงบลงทุนของภาครัฐจะต้องมีสัดส่วน 25% ของงบประมาณประจำปี เพิ่มขึ้นจากประมาณ 20% ในปัจจุบัน
  • ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจะเพิ่มปริมาณการขาดดุลงบประมาณในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • ในระยะถัดไป การใช้งบประมาณขาดดุลยังเป็นเครื่องมือที่มีความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ จากตัวเลขสถิติพบว่ารัฐบาลไทยตั้งงบประมาณขาดดุลการคลังมาโดยตลอด และสำหรับงบประมาณคลังในปีงบประมาณปัจจุบันอยู่ที่ 2.9 ล้านล้านบาทหรือเป็นการขาดดุลการคลังที่ 4.5 แสนล้านบาท

นโยบาย : ครม. มีมติเห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจ้างงานผู้มีรายได้น้อย
รายละเอียด : 
  • คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้นายจ้างสามารถนำค่าจ้างที่จ่ายให้กับลูกจ้างที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ 1.5 เท่าของค่าจ้าง ทั้งนี้ มีเงื่อนไขว่าค่าจ้างที่จ่ายให้กับลูกจ้างที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะต้องมีสัดส่วนไม่เกิน 10% ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมดในบริษัทและมีอัตราค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาท/คน/เดือน
  • มาตรการดังกล่าวจะเริ่มในรอบบัญชี 1 มกราคม 2018 ถึง 31 ธันวาคม 2019