Monthly Economic Review โดย กองทุนบัวหลวง

WHAT’S NEW THIS MONTH

" Tapering is on the table "


USA




●  คณะกรรมาธิการพิจารณาวิธีการจัดหารายได้ของสภาผู้แทนราษฎร (House Ways and Means) แจ้งว่าจะเปิดเผยแผนปฏิรูปภาษีภายในวันที่ 25 กันยายนนี้ โดยตามลำดับการ คาดว่าจะสภาผู้แทนฯ จะเริ่มพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณปี 2018 (Budget Resolution) ก่อนให้เสร็จสิ้นในเดือนตุลาคมนี้ และหากเป็นไปได้ตามกำหนดเวลา แผนปฏิรูปภาษีน่าจะได้รับการพิจารณาราวหนึ่งเดือนหลังจากนั้นและอาจทันเวลาพอที่จะสามารถมีผลบังคับใช้ได้ภายในปีนี้



China




●  ธนาคารกลางจีน (PBoC) ประกาศยกเลิกการวางหลักประกันสำหรับการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าจากเดิมที่ได้กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องวางหลักประกัน 20% ของวงเงินในการซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า การเพิ่มต้นทุนในการทำธุรกรรมเพื่อเก็งกำไรในเงินตราต่างประเทศและเป็นการช่วยชะลอการอ่อนตัวของเงินหยวนในช่วงปี 2015

อย่างไรก็ตามในช่วงปี 2017 เป็นต้นมาค่าเงินหยวนได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นมาแล้ว 2.0% นับตั้งแต่ต้นปี ทำให้มาตรการดังกล่าวมีความจำเป็นลดลง PBoC จึงตัดสินใจยกเลิกการมาตรการการวางหลักประกันนี้เสีย

●  ธนาคารกลางจีน (PBoC) เร่งอัดฉีดสภาพคล่องผ่านตลาดการเงิน (Open Market Operations) จำนวน 3 แสนล้านหยวน (แบ่งเป็นระยะ 7 วัน จำนวน 2.8 แสนล้านหยวน และระยะ 28 วัน จำนวน 2 หมื่นล้านหยวน) ซึ่งเป็นปริมาณการอัดฉีดรายวันที่สูงที่สุดในรอบ 8 เดือน เพื่อ 1) รองรับความต้องการถือเงินสดที่เพิ่มขึ้นในช่วงวันหยุดวันชาติจีน (1-8 ตุลาคมนี้) ซึ่งสถาบันการเงินจะปิดทำการ 1 สัปดาห์ และ 2) รองรับการไถ่ถอนบัตรเงินฝาก (Negotiable Certificate of Deposits: NCDs) จำนวน 2.3 ล้านล้านหยวน ที่จะครบกำหนดชำระปลายเดือนนี้



EU




●  GDP ประเทศกลุ่มยูโรโซน (EA-19) ไตรมาส 2/2017 ขยายตัว 0.6% QoQ saar เร่‹งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ด้วยเม็ดเงินลงทุนและการบริโภคครัวเรือนที่ขยายตัวได้ดี ระหว่างที่ยอดส่งออกชะลอตัวลงบ้าง

●  ที่ประชุมนโยบายการเงิน ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติให้คงมาตรการทางการเงินต่างๆไว้ตามเดิมก่อน แต่ส่งสัญญาณว่าจะมีการตัดสินใจหลายๆ เรื่อง ในการประชุมครั้งถัดไปเดือน ต.ค.

●  ECB ปรับประมาณการ GDP ปี 2017 ของยูโรโซนขึ้นเป็น 2.2% หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดีต่อเนื่อง และคาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 1.5% เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่เห็นแรงผลักดันทางราคาจากปัจจัยภายในมากเท่าที่ควร



Japan




●  อัตราค่าจ้างเฉลี่ยรายชั่วโมงขั้นต่ำของญี่ปุ่นในปีงบประมาณ 2017 อยู่ที่ 848 เยนต่อชั่วโมง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 25 เยน ซึ่งมากกว่าที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ที่ 3% และเป็นการเพิ่มต่อปีสูงที่สุด โดยโตเกียวมีค่าจ้างรายชั่วโมงขั้นต่ำสูงที่สุดที่ 935 เยนต่อชั่วโมง ขณะที่จังหวัดที่มีค่าจ้างรายชั่วโมงขั้นต่ำน้อยที่สุดได้แก่ จังหวัดโคชิ และนางาซากิ ที่ 707 เยนต่อชั่วโมง



อื่นๆ




●  พ.ร.บ. สรรพสามิตใหม่คิดคำนวณภาษีจากราคาและปริมาณ โดยในด้านราคาจะเปลี่ยนจากราคาหน้าโรงงานและราคานำเข้ารวมอากรขาเข้าเปลี่ยนเป็นการคิดจากราคาขายปลีกแนะนำ ซึ่งคำนวณจากต้นทุนการผลิต ค่าบริหารจัดการและกำไรมาตรฐานที่กระทรวงพาณิชย์สำรวจ ซึ่งคาดว่าจะทำให้ราคาสินค้าโดยรวมเพิ่มขึ้นประมาณ 2.0%

●  ครม. มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) โดยมีการกำหนดให้พื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง เป็นพื้นที่สำหรับพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทันสมัย โดยมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการลงทุนที่ชัดเจน อาทิ สิทธิ์ในการทำสัญญาเช่าที่ดิน 50 ปี และต่อสัญญาเช่าได้ไม่เกิน 49 ปี สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีอากร สิทธิ์ในการนำคนต่างด้าวที่เป็นผู้เชี่ยวชาญหรือผู้บริหารในการเข้ามาอยู่อาศัยในราชอาณาจักร และสิทธิ์ในการใช้เงินตราต่างประเทศชำระค่าสินค้าหรือบริการ ในระยะถัดไป จะส่งร่าง พ.ร.บ. EEC เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการพิจารณาประมาณ 5 เดือน ก่อนที่จะมีการบังคับใช้เป็นกฎหมาย

●  คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) มีมติเห็นชอบออกมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 11 ก.ย. เพื่อพยายามหยุดยั้งการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ดังนี้

  • ยุติการนำเข้าสิ่งทอ (Textile) จากเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 2 ของเกาหลีเหนือ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 17% ของส่งออกทั้งหมด หรือราว 479 ล้านดอลลาร์ฯ ต่อปี
  • ยุติการส่งออกก๊าซธรรมชาติและ Condensate ไปยังเกาหลีเหนือ
  • ลดการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่นสำเร็จไปยังเกาหลีเหนือลงเหลือ 2 ล้านบาร์เรลต่อปี จากเดิมที่ 4.5 ล้านบาร์เรลต่อปี
  • จำกัดการส่งออกน้ำมันดิบไปยังเกาหลีเหนือไว้ที่ระดับปัจจุบันที่ 4 ล้านบาร์เรลต่อปี

มาตรการคว่ำบาตรที่ผ่านมตินี้ มีความรุนแรงน้อยกว่าที่สหรัฐฯ เสนอไปในตอนแรก ที่ต้องการระงับการส่งออกน้ำมันไปยังเกาหลีเหนือทั้งหมด แต่ถูกคัดค้านจากจีนและรัสเซีย ซึ่งมีสิทธิ Veto จึงทำให้ต้องมีการลดความรุนแรงของมาตรการคว่ำบาตรลง

การออกมาตรการคว่ำบาตรนี้ นับเป็นครั้งที่ 7 นับตั้งแต่เกาหลีเหนือได้ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ครั้งแรกในปี 2006 โดยมาตรคว่ำบาตรครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือน ส.ค. UNSC ได้มีมติยุติการนำเข้าถ่านหิน, เหล็ก, ตะกั่ว และอาหารทะเล ซึ่งเมื่อรวมกับมาตรการยุติการนำเข้าสิ่งทอในครั้งนี้ ทำให้สินค้าส่งออกราว 65% จากเกาหลีเหนือถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ



Domestic demand boosted Developed Market’s GDP


●  GDP ไตรมาส 2/2017 ของสามเศรษฐกิจหลักสะท้อนการขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปทั้ง สหรัฐฯ (+3.0% QoQ saar, ดีขึ้นจากการประมาณการครั้งก่อนที่ +2.6% QoQ saar และดีกว่าไตรมาสก่อนหน้าซึ่งขยายตัวที่ +1.2% QoQ saar) ญี่ปุ่น (+2.5% QoQ saar, ดีขึ้นจากการประมาณการครั้งก่อนที่ +4.0% QoQ saar และดีกว่าไตรมาสก่อนหน้าซึ่งขยายตัวที่ +1.5% QoQ saar) และยูโรโซน (+0.6% QoQ ดีขึ้นจากการประมาณการครั้งก่อนและไตรมาสก่อนที่ที่+0.5% QoQ)

●  ปัจจัยหลักที่เป็นตัวผลักดันเศรษฐกิจในไตรมาส 2/2017 ได้แก่อุปสงค์ในประเทศ (การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน) และการค้าระหว่างประเทศ ทั้งสองแรงหนุนได้รับผลบวกจากฐานต่ำในปีที่แล้วและผลจากการผ่อนคลายเชิงนโยบายทางการเงิน



มองไปข้างหน้าตลาดมองว่าข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อาจจะแผ่วลงจากผลกระทบของภัยธรรมชาติจากพายุเฮอร์ริเคนสองลูกที่สร้างความเสียหายไปแล้วในกรอบ 6.5-8.0 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ อีกทั้งยังมีปัจจัยทางการเมืองระหว่างเกาหลีเหนือและจีนที่ยังคงระอุ ด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่นสามารถขยายตัวในอัตราสูงที่สุดในรอบ 6 ไตรมาส หนุนให้นายกรัฐมนตรีเตรียมยุบสภาอีกครั้งเพื่อรวบเสียงข้างมากโดยที่ตลาดมองว่าเป็นข่าวดีต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น เนื่องด้วยตลาดคาดว่าอาเบะจะกลับมาขับเคลื่อนรัฐบาลอีกครั้ง ส่วนภาพเศรษฐกิจที่ดูดีขึ้นต่อเนื่องของยูโรโซนทำให้ตลาดมีความคาดหวังต่อการลดระดับการผ่อนคลายทางการเงินมีผลให้ค่าเงินยูโรทะยานแข็งค่าสูงสุดในรอบหลายปี ขณะที่ตลาดฝั่ง EM ได้รับความสนใจจากตลาดมากขึ้นจากภาพ GDP ไตรมาส 2/2017 ที่ได้รับแรงหนุนอย่างมากจากการส่งออก ส่วนภาพเศรษฐกิจไทยจากข้อมูลรายเดือนสะท้อนการขยายตัวต่อเนื่อง โดยการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวดี สอดคล้องกับอุปสงค์ต่างประเทศที่ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง การลงทุนภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐปรับดีขึ้น ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวดีทั้งการผลิตเพื่อส่งออกและเพื่อรองรับอุปสงค์ในประเทศ

Global PMI Radar


" Global PMIs have improved, Eurozone reached 6-year all time high "

ดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนสิงหาคม กลับมาเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาค: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอย่างเป็นทางการ (Final Manufacturing PMI) เดือนสิงหาคม กลับมาเพิ่มขึ้นทุกภูมิภาค โดยดัชนี ISM ของสหรัฐฯ และดัชนีของยูโรโซนกลับมาเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 6 ปี ส่วนดัชนีของอินเดียเพิ่มขึ้นและกลับมาอยู่ในเกณฑ์ขยายตัวอีกครั้ง หลังจากที่ลดลงต่อเนื่อง 3 เดือน

●  สหรัฐฯ: ดัชนีโดย ISM (ISM Manufacturing PMI) เพิ่มขึ้น +2.5 จุด เป็น 58.8 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 6 ปี จากการจ้างงาน (+4.7 จุด) เป็นหลัก ด้านดัชนี PMI จัดทำโดย Markit ชะลอลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 52.8 จากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 53.3 ในรายองค์ประกอบถูกดึงจากยอดออเดอร์ส่งออกเป็นหลักแต่การจ้างงานเร่งตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 6 เดือน ขณะที่ภาคการผลิตสหรัฐฯ ดีขึ้น

●  ยูโรโซน: ดัชนีเพิ่มขึ้น +0.8 จุด เป็น 57.4 จุด สู่ระดับเดียวกับเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 6 ปี หากพิจารณาเป็นรายประเทศ ดัชนีของเยอรมนี (+1.2 จุดมาอยู่ที่ 59.3), ฝรั่งเศส (+0.9 จุดมาอยู่ที่ 55.8), อิตาลี (+1.2 จุดมาอยู่ที่ 56.3) ปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ดัชนีของสเปน (-1.6 จุดมาอยู่ที่ 52.4) ปรับตัวลดลง

●  อังกฤษ: ดัชนีเพิ่มขึ้น +1.6 จุด เป็น 56.9 จุด นับเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และดีกว่าตลาดคาดที่ 55.0 จุด

●  ญี่ปุ่น: ดัชนีเพิ่มขึ้น +0.1 จุด เป็น 52.2 จุด โดยดัชนีกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งหลังปรับลดลงต่อเนื่อง 2 เดือน แต่ต่ำกว่าตัวเลขเบื้องต้นที่ 52.8 จุด

●  จีน: ดัชนีโดย Caixin เพิ่มขึ้น +0.5 จุด เป็น 51.6 จุด นับการปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 สู่ระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน และสวนทางกับที่คาดว่าจะลดลงเล็กน้อยเป็น 51.0 จุด โดยในรายละเอียดระบุยอดคำสั่งซื้อทั้งภายใน (+0.4 จุด) และภายนอกประเทศ (+1.1 จุด) ต่างเร่งตัวขึ้น

●  ตลาดเกิดใหม่ (EM): ดัชนีเพิ่มขึ้น +0.8 จุด เป็น 51.7 จุด นับเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยดัชนีของไต้หวัน (+0.7 จุด, 54.3 จุด), เกาหลีใต้ (+0.8, 49.9 จุด) ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะดัชนีของอินเดียที่กลับมาเพิ่มขึ้นและอยู่ในเกณฑ์ขยายตัวอีกครั้ง (+3.3, 51.2 จุด) หลังปรับลดลงต่อเนื่อง 3 เดือน




USA

" U.S. GDP boasts healthy growth
in Q2/2017 "




GDP ไตรมาส 2/2017 ดีกว่าไตรมาสก่อนหน้าและที่ตลาดคาด: GDP ไตรมาส 2 ประกาศครั้งที่ 2 ขยายตัว +3.0% QoQ, saar ซึ่งนับเป็นการขยายตัวมากสุดในรอบ 2 ปี ดีกว่าประมาณการครั้งก่อนที่ +2.6% YoY, saar โดยการขยายตัวเป็นผลจากการปรับเพิ่มขึ้นขององค์ประกอบด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน

ส่วนตัวเลขรายเดือนให้สัญญาณปะปน แต่ภัยธรรมชาติมีส่วนผลักดันเงินเฟ้อ

●  การจ้างงานนอกภาคเกษตร: (Non-farm Payroll Employment) เดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้น +1.56 แสนราย (ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ +1.89 แสนตำแหน่ง) หลักๆมาจากการชะลอการจ้างงานภาคบริการ และการลดลงของการจ้างงานภาครัฐ

●  อัตราการว่างงาน: (Unemployment Rate) เดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้นเป็น 4.4% จากเดือนก่อนซึ่งอยู่ที่ 4.3% ส่วนอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labor Force Participation Rate) ทรงตัวที่ 62.9% เช่นเดียวกับรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมง (Average Hourly Earnings) ซึ่งทรงตัวจากเดือนก่อนหน้าที่ +2.3% YoY

●  เงินเฟ้อทั่วไป: (Headline CPI) เดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้นเป็น +1.9 YoY (หรือ+0.4% MoM) จากเดือนก่อนที่ 1.7% YoY (หรือ +0.1% MoM) จากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน จากผลกระทบของพายุเฮอร์ริเคน Harvey ที่ทำให้โรงกลั่นปิดทำการ

●  ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน: ซึ่งไม่นับรวมราคาอาหารสดและน้ำมัน (Core CPI) เร่งตัวขึ้นเป็น +0.2% MoM จากเดือนก่อนที่ +0.1% MoM มาจากการฟื้นตัวของค่าที่พักที่พลิกกลับไปหดตัวในเดือนก่อน ในขณะที่ค่าแพคเกจโทรศัพท์มือถือ และราคารถยนต์ ซึ่งเป็นแรงฉุดเงินเฟ้อที่สำคัญเริ่มทรงตัวได้ เมื่อเทียบรายปีเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ค่อนข้างทรงตัวที่ +1.7% YoY ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 สูงกว่าตลาดคาดที่ +1.6% YoY

●  ยอดค้าปลีก: (Retail Sales) เดือนสิงหาคม พลิกกลับมาหดตัว -0.2% MoM จากเดือนก่อนที่ +0.3% MoM ซึ่งเมื่อเทียบรายปีขยายตัวชะลอลงที่ +3.2% YoY จากเดือนก่อนหน้าซึ่งขยายตัวที่ +3.5% YoY โดยมาจากการลดลงของทุกกลุ่มสินค้า โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์ สำหรับยอดค้าปลีกที่ไม่รวมยอดขายรถยนต์ขยายตัวที่ +0.2% MoM ชะลอลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ +0.4% MoM แต่เมื่อเทียบรายปียังขยายตัวดีขึ้นที่ +3.6% YoY เมื่อเทียบเดือนก่อนหน้าที่ +3.4% YoY

มุมมองของกองทุนบัวหลวง

" Natural disaster could deliver loss to US economy, but market does not show signs of worry "

ภาพของตัวเลขรายเดือนส่วนใหญ่มีทิศทางที่แผ่วลงโดยเฉพาะการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ชะลอลงจากปัจจัยด้านฤดูกาล เหตุการณ์ที่น่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯมากคือปรากฎการณ์ภัยธรรมชาติพายุเฮอร์เคน Harvey และ Irma ที่น่าจะสร้างความเสียหายเบื้องต้นในกรอบ 6.5-8.0 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ เรามองว่าผลกระทบนี้จะส่งผลต่อไปยัง การผลิตภาคอุตสาหกรรม ยอดค้าปลีก และ GDP ในช่วงที่เหลือของปี จากที่การส่งออกและการผลิตถูกกระทบ ทั้งนี้ รัฐ Texas เป็นรัฐที่มีโรงกลั่นน้ำมันใหญ่สุดในสหรัฐฯ

ล่าสุดประธานาธิบดีสหรัฐฯได้ลงนามในงบช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุ ร่วมกับกฎหมายการยกระดับเพดานหนี้ชั่วคราว ที่รวมกันเป็นงบเบิกจ่ายชั่วคราว (Continuing Resolution) และกฎหมายการยกระดับเพดานหนี้ชั่วคราว ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีงบใช้จ่ายไปได้ถึงวันที่ 8 ธันวาคม

ในลำดับต่อไปสภาจะหันมาพิจารณานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ร่างกฎหมายปฏิรูปภาษี ซึ่งจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการโดยการพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณปี FY2018 (Budget Resolution) ซึ่งจะเปิดทางให้ร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีสามารถยื่นผ่านกระบวนการ Reconciliation ซึ่งจะช่วยร่นระยะเวลาทำให้ร่างกฎหมายสามารถผ่านวุฒิสภาได้โดยใช้เสียงเพียง 51 เสียง จากทั้งหมด 100 เสียง

เรายังคงมุมมองทางการเมืองอย่างระวังเนื่องด้วยที่ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาประธานาธิบดีประสบปัญหากับการผลักดันนโยบายหลักจากข้อขัดแย้งภายในพรรค ซึ่งหากความขัดแย้งนี้ยังดำเนินต่อไป อาจจะมีผลต่อความต่อเนื่องทางการดำเนินนโยบายทางการเมืองได้

สำหรับการพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯนั้น เรามองว่าด้วยอัตราเงินเฟ้อที่ทรงตัวอยู่ที่ประมาณ +1.7% YoY และจะค่อยๆกลับมาเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า ประกอบกับตลาดแรงงงานที่แข็งแกร่งขึ้น จะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้ Fed ประกาศลดขนาดงบดุลได้ในเดือนกันยายน และขึ้นดอกเบี้ยได้อีกครั้งในเดือนธันวาคม


Euro Zone

" Market expects more move
from ECB "




GDP ของประเทศกลุ่มยูโรโซน 19 ประเทศ (ประมาณการครั้งสุดท้าย) ขยายตัวที่ +0.6% QoQ saar  ไม่เปลี่ยนแปลงจากการประมาณการในครั้งก่อน และเร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งขยายตัวที่ +0.5% QoQ saar ในรายองค์ประกอบพบว่า การบริโภคครัวเรือนของยูโรโซนขยายตัวที่ +0.5% QoQ saar การลงทุนขยายตัวที่ +0.9% QoQ saar ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวที่ +0.5% QoQ saar ขณะที่การส่งออกชะลอลงเหลือ +1.1% QoQ saar สวนทางกับการนำเข้าที่เร่งตัว +0.9% QoQ saar สืบเนื่องจากค่าเงินยูโรที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ฯ +14.6% YTD ส่วน GDP เมื่อเทียบรายปีขยายตัวที่ +2.3% YoY เป็นอัตราที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011



ทั้งนี้ GDP สหภาพยุโรปรวม 28 ประเทศ เติบโต +0.7% QoQ saar นำโดยการเติบโตในสาธารณรัฐเช็ก (+2.5% QoQ saar) และสวีเดน (+1.7% QoQ saar) ตามลำดับ
อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation)  เดือนสิงหาคมที่่ผ่านมา ของยูโรโซน เร่งตัวขึ้น +1.5% YoY ด้วยแรงหนุนจากราคาพลังงานเป็นหลัก ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ซึ่งไม่รวมราคาพลังงานนั้นยังทรงตัวจากเดือนก่อนหน้าที่ +1.2% YoY เนื่องด้วยในปัจจุบัน ยูโรโซนยังขาดแรงส่งทางราคาจากอุปสงค์ภายในอยู่ สังเกตได้จากราคาสินค้าอุตสาหกรรมนอกภาคพลังงานที่ขยายตัวได้เพียง +0.5% YoY

นาย มาริโอ ดรากี เปิดเผยเมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา ถึงมติของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ให้คงนโยบายการเงินปัจจุบันไว้ตามเดิม ได้แก่ การเข้าซื้อสินทรัพย์ 6 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน และอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมที่ -0.4% ซึ่งถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการประกาศถึงการปรับลดอัตราการเข้าซื้อสินทรัพย์ลง (Taper) ในครั้งนี้ตามที่ตลาดได้คาดไว้ แต่นายดรากีก็ได้กล่าวว่า ECB อาจทำการตัดสินใจหลายๆเรื่องในเดือนตุลาคมนี้ เป็นสัญญาณต่อตลาดว่าน่าจะมีการเอ่ยถึงแผน Taper ในการประชุมครั้งถัดไป ส่งผลให้ค่าเงินยูโรแข็งขึ้นทันทีสู่ 1.20 เทียบกับดอลลาร์ฯ

พร้อมกันนี้ ECB ได้ออกประมาณการเศรษฐกิจ (Staff Macroeconomic Projections) ครั้งใหม่ โดยมีการปรับคาดการณ์ GDP ขึ้นเป็น +2.2% ในปีนี้ เนื่องจากดัชนีมุมมองทางเศรษฐกิจต่างชี้ไปยังการขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั้งปี ระหว่างที่ความต้องการในประเทศยังเติบโตได้ดี นอกจากนั้น สภาพการจัดหาทุนที่ยังคงผ่อนคลาย และตลาดแรงงานที่มีความแข็งแกร่งขึ้น (ECB คาดว่าอัตราการว่างงานจะย่อลงเหลือ 8.1% ในปี 2019) จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้ในระยะปานกลาง อย่างไรก็ตาม ECB คงคาดการณ์เงินเฟ้อไว้ที่ +1.5% สำหรับปีนี้ เนื่องด้วยในปัจจุบันเงินเฟ้อไม่ได้รับแรงส่งจากผลของฐานราคาพลังงานต่ำอีกต่อไป อย่างไรก็ตามในระยะถัดไป เรามองว่าระดับราคาในยูโรโซนน่าจะค่อยๆทยอยปรับขึ้นได้ หนุนจากตลาดแรงงานที่เติบโตแข็งแกร่งและการเคลื่อนไหวของราคาพลังงานน่าจะมีแนวโน้มกลับเข้าสู่สภาวะปกติได้ในอนาคต


Japan

" Rising of LDP’s popularity,
paving ways for Abe to call
for the next snap election "




เศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาส 2/2017 (ประมาณการครั้งสุดท้าย) ขยายตัว +2.5% QoQ saar (หรือ0.6% QoQ sa) ลดลงจากประมาณการเบื้องต้น แต่ยังถือว่าเป็นการขยายตัวของ GDP 6 ไตรมาสติดต่อกัน โดยมีสาเหตุหลักจากการลงทุนภาคเอกชนที่ต่ำกว่าที่ประมาณการเบื้องต้นค่อนข้างมาก คือลดลงจาก +2.4% QoQ sa เป็น +0.5% QoQ sa ซึ่ง อุตสาหกรรมที่ชะลอการลงทุนมากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักร อย่างไรก็ดี การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวได้ดี ใกล้เคียงกับประมาณการเบื้องต้น จากยอดขายที่สดใสของสินค้าคงทน อาทิ รถยนต์ และเครื่องปรับอากาศ ขณะที่การลงทุนภาครัฐเติบโต มากกว่าประมาณการเบื้องต้นที่ +6.0% QoQ sa จาก +5.1% QoQ sa หนุนโดยเม็ดเงินลงทุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของอาเบะในปีที่แล้ว และการลงทุนเพื่อเตรียมความพร้อมเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกในปี 2020

ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวขึ้น +0.4% YoY ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการขยายตัวเมื่อเทียบรายปีเป็นเดือนที่ 10 ติดต่อกัน อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวยังคงอยู่ห่างจากเป้าหมายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ที่ระดับ 2.0% ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งหักผลความผันผวนของราคาอาหารสดออกไปนั้น ยังคงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องที่ +0.5% YoY โดยได้รับแรงหนุนจากราคาแก๊สและไฟฟ้า รวมถึงราคาน้ำมันที่ดีดตัวสูงขึ้นเมื่อกับปีก่อนหน้า ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคซึ่งไม่นับรวมทั้งราคาอาหารสดและพลังงาน ขยับขึ้น +0.1% YoY ซึ่งนับเป็นการปรับตัวขึ้นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน

ในด้านการเมือง มีความเป็นไปได้ที่นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ จะประกาศยุบสภา และจัดการเลือกตั้งใหม่ในเดือนตุลาคมนี้ ภายหลังการประชุมวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 28 กันยายน โดยอาศัยความได้เปรียบในช่วงเวลาที่คะแนนนิยมของรัฐบาลเริ่มฟื้นตัวขึ้น หลังร่วงลงสู่จุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศในปลายปี 2012 เนื่องจากกรณีอื้อฉาวหลายประเด็นของรัฐบาล บวกกับเป็นจังหวะเวลาที่พรรคฝ่ายค้านคือ พรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น (DPJ) ยังอยู่ในภาวะไม่พร้อมกับการหาเสียง หลังจากเพิ่งเปลี่ยนผู้นำพรรคไปเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา และพรรคโตมิน เฟิร์สต์ (Tomin First Party) ซึ่งเป็นพรรคใหม่ที่นำโดยนางโคอิเคะ ยูริโกะยังอยู่ช่วงเริ่มต้นของการจัดตั้งพรรคให้เป็นรูปเป็นร่าง ทั้งนี้ เราคาดว่า หากมีการเลือกตั้งในเดือนตุลาคมนี้จริง พรรค LDP ของนายอาเบะก็น่าจะยังคงครองเสียงข้างมากในสภาไว้ได้


China

" China’s Activity softened amid
tougher environmental regulation "




ตัวเลขเศรษฐกิจจีนเดือนสิงหาคมชะลอลงต่อเนื่องทั้งการบริโภคภายในประเทศและการส่งออกโดย ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนสิงหาคม ชะลอตัวลงเป็น +6.0% YoY จาก +6.4% YoY ในเดือนก่อน หลักๆเป็นผลจากการบังคับใช้นโยบายรักษาสิ่งแวดล้อมที่ครอบคลุมมณฑลเหอเป่ยและปักกิ่งที่เข้มงวดขึ้นมีผลให้การผลิตในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษเช่น โลหะ, อโลหะ, ขึ้นรูปโลหะ, ซีเมนต์, ถ่านหิน, อลูมิเนียม หดตัวลง แต่ก็พบว่าอุตสาหกรรมไฮเทคเช่น ไมโครคอมพิวเตอร์, เซมิคอนดัคเตอร์และ IC, และหุ่นยนต์ที่ใช้ในโรงงานยังขยายตัวได้ดี

สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets Investment) ชะลอตัวลงเป็น +7.8% YoY YTD จาก +8.3% ในเดือนก่อน และต่ำกว่าตลาดคาดที่ +8.2% ซึ่งในรายองค์ประกอบพบว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure FAI) ชะลอตัวลงเป็น +19.8% YoY YTD จาก +20.9% ในเดือนก่อน ขณะที่การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ (Property FAI) ทรงตัวที่ +7.9% YoY YTD เท่ากับเดือนก่อน

ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ชะลอตัวเล็กน้อยที่ +10.1% YoY จาก +10.4% YoY ในเดือนก่อน เป็นการขยายตัวต่ำสุดนับแต่เดือนตุลาคม 2016 หลักๆเนื่องจากสินค้าที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวเช่น ยอดขายรถยนต์ (ชะลอที่ +7.9% YoY จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว +8.1% YoY), วัสดุก่อสร้าง (ชะลอที่ +8.8% YoY จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว +13.1% YoY), เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน (ชะลอที่ +8.4% YoY), และร้านอาหาร (ชะลอที่ +10.7% YoY จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว +11.1% YoY)

ทุนสำรองระหว่างประเทศ (Foreign Exchange Reserves) เพิ่มขึ้น +1.08 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ เป็น 3.09 ล้านล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนสิงหาคม เป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 โดยเป็นผลจากมาตรการควบคุมเงินทุนไหลออกนับแต่ปลายปีที่แล้วของทางการ โดยในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาทางการจีนได้ประกาศควบคุมการลงทุนในต่างประเทศของบริษัทจีน โดยแบ่งการลงทุนออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) การลงทุนต้องห้าม เช่น การลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องทางเพศและการพนัน 2) การลงทุนที่ควบคุม เช่น อสังหาริมทรัพย์ และ 3) การลงทุนที่สนับสนุน เช่น การลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการพัฒนาเส้นทางสายไหม (One Belt One Road) และการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา ทั้งนี้เงินหยวนได้แข็งค่าขึ้นราว +2.0% ในเดือนสิงหาคม และทั้งปีแข็งค่าขึ้นราว +6.2% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ฯ จากการการแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารกลางจีน (PBoC) และเงินดอลลาร์ฯ ที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง Inflation picked up thanks to Non-food items

ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เร่งตัวขึ้นเป็น +6.3% YoY จาก +5.5% YoY ในเดือนก่อน โดยเป็นระดับสูงสุดนับแต่เดือน เมษายน ในรายองค์ประกอบอุตสาหกรรมเหมือง (+18.2% YoY จากที่ขยายตัว +15.8% เดือนก่อน) และวัตถุดิบ (+11.0% YoY จากที่ขยายตัว +9.3% เดือนก่อน) ต่างเร่งตัวขึ้น

ยอดส่งออก (Exports) เดือนสิงหาคม ชะลอตัวลงเป็น +5.5% YoY จาก +6.8% YoY ในเดือนก่อนหน้า เป็นการชะลอตัวลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในรายสินค้า การส่งออกสินค้าขั้นสุดท้าย (Ordinary Exports) ขยายตัว +5.8% YoY ดีขึ้นเมื่อเทียบเดือนก่อนหน้าซึ่งขยายตัวที่ +4.5% YoY ส่วนการส่งออกสินค้าเพื่อผลิตต่อ (Processing Exports) ขยายตัวที่ +4.2% YoY จากเดือนก่อนหน้าซึ่งขยายตัวที่ +3.9% YoY ในรายคู่ค้าพบว่าการส่งออกไปตลาดหลักได้แก่ สหรัฐฯ (+8.4% YoY vs. +8.9% YoYเดือนก่อน), สหภาพยุโรป (+5.2% YoY vs. +10.1% YoY เดือนก่อน) และญี่ปุ่น (+1.1% YoY vs. +6.6% YoY เดือนก่อน) ชะลอตัวลง ขณะที่ส่งออกไปยังอาเซียน (+6.0% YoY vs. +4.1% YoY เดือนก่อน) เร่งตัวขึ้น

ยอดนำเข้า (Imports) เร่งตัวขึ้นเป็น +13.3% YoY จาก +10.9% YoY ในเดือนก่อน โดยในรายสินค้าพบว่าการนำเข้าสินค้ากลุ่มแร่เหล็ก (+15.8% YoY), ถ่านหิน (+43.3% YoY) น้ำมันดิบ (+9.8% YoY) และทองแดงขยายตัวอยู่ที่ +26.5% YoY ตามลำดับ ดุลการค้าเดือนสิงหาคมเกินดุลเป็น +4.19 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ลดลงจาก +4.62 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ในเดือนก่อน

ปริมาณเงินในระบบ M2 (M2 Money Supply) ชะลอตัวลงเป็น +8.9% YoY จาก +9.2% YoY ในเดือนก่อน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เป็นผลจากการใช้มาตรการคุมเข้มในตลาดเงิน ยอดระดมทุนรวมสุทธิ (Total Social Financing) ในเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้นเป็น 1.48 ล้านล้านหยวน จาก 1.22 ล้านล้านหยวนในเดือนก่อน โดยยอดระดมทุนเพิ่มขึ้นจาก

●  ยอดปล่อยกู้เงินหยวนที่เพิ่มขึ้นเป็น 1.09 ล้านล้านหยวน จาก 8.25 แสนล้านหยวนในเดือนก่อน

●  การระดมทุนผ่านช่องทาง Shadow Banking ซึ่งได้แก่ Trust Loans, Entrusted Loans และ Discounted Bank Bills ที่ฟื้นตัวขึ้นเป็น 1.3 แสนล้านหยวน จากที่ติดลบ -6.44 หมื่นล้านหยวนในเดือนก่อน

●  ส่วนการระดมทุนผ่านหุ้นกู้ลดลงเป็น 1.06 แสนล้านหยวน จาก 2.84 แสนล้านหยวนในเดือนก่อน

ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ยอดระดมทุนคงค้าง (Outstanding TSF) ชะลอตัวลงเล็กน้อยเป็น +13.1% YoY จาก +13.2% YoY ในเดือนก่อน (แต่ยังคงสูงกว่าเป้าหมายของทางการจีนในปีนี้ที่ 12.0% YoY)

มุมมองของกองทุนบัวหลวง  กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอลงต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกรกฎาคม การผลิตภาคอุตสาหหกรรมชะลอลงในกลุ่มซีเมนต์และการผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก เช่นเดียวกับการแปรรูปและขึ้นรูปโลหะ การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรชะลอลงเกือบต่ำสุดในรอบหลายเดือน เศรษฐกิจจีนที่ขยายตัวดีในช่วงที่ผ่านมาช่วยหนุนราคาโภคภัณฑ์ปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี เรามองว่าการควบคุมความเสี่ยงในตลาดการเงินซึ่งกดดันการลงทุนและนโยบายภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เข้มงวด จะเริ่มกดดันเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี มองไปข้างหน้าเราคาดว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอลงจากที่พีคไปแล้วในไตรมาส 2/2017 (ซึ่งขยายตัวที่ 6.9% YoY)

Thailand

" Exports and Tourisms were main drivers of economic growth "




เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาขยายตัวต่อ โดยการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวดี สอดคล้องกับอุปสงค์ต่างประเทศที่ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง การลงทุนภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐปรับดีขึ้น ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวดีทั้งการผลิตเพื่อส่งออกและเพื่อรองรับอุปสงค์ในประเทศ สำหรับการบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวแต่ชะลอลงตามการใช้จ่ายในหมวดบริการ

พัฒนาการเศรษฐกิจเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

เครื่องชี้วัด: การบริโภคภาคเอกชนตัวชะลอลง (+2.3% YoY จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว +3.4% YoY) ในหลายหมวด ผลจากรายได้ภาคเกษตรกรรมที่หดตัวเป็นครั้งแรกในปีนี้เนื่องจากองค์ประกอบด้านราคาหดตัว

นัยยะต่อเศรษฐกิจไทย: ในรายองค์ประกอบ หมวดสินค้าคงทนขยายตัวต่อเนื่องที่ +8.2% YoY (เดือนก่อนหน้าขยายตัว +3.0% YoY) หนุนโดยยอดจดทะเบียน รถจักรยานยนต์จากฐานต่ำ ส่วนปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่ง ส่วนบุคคลยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง

สินค้าหมวดกึ่งคงทน อาทิ เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม ลดลงจากเดือนก่อนโดยพลิกมาหดตัวที่ -1.1% YoY (เดือนก่อนหน้าโต +0.5% YoY) ส่วนสินค้าไม่คงทนชะลอที่ +0.3% YoY (เดือนก่อนหน้าโต +1.6% YoY)

การใช้จ่ายในหมวดบริการชะลอลงที่ +5.3% YoY (เดือนก่อนหน้าขยายตัว +8.5% YoY) ปัจจัยสนับสนุนกำลังซื้อ โดยรวมไม่เข้มแข็งเพราะรายได้ภาคเกษตรถูกกดดันจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นทำให้ราคาตก ส่วนรายได้นอกภาคเกษตรกรรมทรงตัว ความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยรวมที่ปรับลดลงจากความกังวลด้านกำลังซื้อและแนวโน้มราคาสินค้าเกษตร

เครื่องชี้วัด: ส่วนรายได้เกษตรกรที่แท้จริงพลิกมาหดตัวที่ -2.3 % YoY (เดือนก่อนหน้าขยายตัว +9.2% YoY) ตามการลดลงของดัชนีราคา สินค้าเกษตร

นัยยะต่อเศรษฐกิจไทย: ในรายองค์ประกอบ ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในด้านปริมาณการผลิตขยายตัวต่อเนื่อง +15.4% YoY แต่แผ่วลงเมื่อเทียบรายเดือนที่ +0.8% MoM sa (จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว +6.3% MoM sa) ผลผลิตที่ขยายตัวดี ได้แก่ มันสำปะหลัง กลุ่มไม้ผล ได้แก่ ลำไย เงาะ และมังคุด เช่นเดียวกับปศุสัตว์และประมง

ดัชนีราคาสินค้าเกษตรหดตัวที่ -15.6% YoY จากการหดตัวของราคาในหมวดพืชผลสำคัญ หมวดปศุสัตว์ และหมวดประมง ซึ่ง ปัจจัยหลักมาจากราคาข้าวขาวที่หดตัวตามการแข่งขันด้านราคาของประเทศเวียดนาม รวมถึงราคาข้าวโพดที่ ราคาลดลงตามการใช้ข้าวสาลีเพื่อทดแทนในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และราคาปาล์มน้ำมันที่มีอุปสงค์ตามปริมาณสต๊อกที่สูงของประเทศผู้นำเข้า

เครื่องชี้วัด: การลงทุนภาคเอกชนเดือนกรกฎาคม ขยายตัวเล็กน้อยที่ +0.9% YoY (จากเดือนก่อนหน้าที่หดตัว -0.9% YoY)

นัยยะต่อเศรษฐกิจไทย: การลงทุนพลิกกลับมาบวกได้หนุนจากการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ หนุนโดยยอดจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ (ขยายตัว +6.7% YoY จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว +2.9% YoY) และการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ (+6.8% YoY จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว +3.9% YoY) แต่ยอดจำหน่ายเครื่องจักรในประเทศยังคงหดตัว (-0.4% YoY) ทั้งนี้เครื่องชี้การลงทุนในหมวดก่อสร้างหดตัวต่อเนื่องจากทั้ง ยอดจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง (หดตัวที่ -1.4% YoY)และพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้าง (หดตัวที่ -1.5% YoY)

เครื่องชี้วัด: การส่งออกเดือนสิงหาคม มีมูลค่า 21,224 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัว 13.2% YoY (จากเดือนก่อนที่ขยายตัว 10.5% YoY) โตสูงสุดในรอบ 55 เดือน ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 19,134 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัว 14.9% YoY (จากเดือนก่อนที่ขยายตัว 18.5% YoY) ส่งผลให้การค้าเกินดุล 2,090 ล้านดอลลาร์ฯ (จากเดือนก่อนที่ขาดดุล -187.5 ล้านดอลลาร์ฯ)

รวม 8 เดือนแรก การส่งออกมีมูลค่า 153,623 ล้านดอลลาร์ฯ (เพิ่มขึ้น 8.9%) การนำเข้ามีมูลค่า 144,750 ล้านดอลลาร์ฯ (เพิ่มขึ้น 15.4%) และส่วนการค้าเกินดุล 8,873 ล้านดอลลาร์ฯ YTD


นัยยะต่อเศรษฐกิจไทย: มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 ที่ 24.7% YoY (prev. 19.5% YoY) โดยสินค้าส่งออกที่ขยายตัวดี ได้แก่ ข้าว ผัก ผลไม้สด แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูปขยายตัว ยางพารา และ น้ำตาลทราย เป็นต้น

รวม 8 เดือนแรก กลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัว 16.4% YoY

มูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ที่ 12.2% YoY เร่งตัวขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งขยายตัวที่ 8.6% YoY โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัวแรง ได้แก่ ทองคำ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ เป็นต้น

รวม 8 เดือนแรก กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 7.8% YoY

เครื่องชี้วัด: นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยเดือนสิงหาคม ที่ 3.13 ล้านคน เพิ่มขึ้น + 8.7% YoY (จาก +4.8% เดือนก่อน)

นัยยะต่อเศรษฐกิจไทย: นักท่องเที่ยวจีนมีจำนวน 983,212 คน สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ รวมช่วง 8 เดือนแรก มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในไทย 23.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น +5.4% YoY ทั้งปีน่าจะทำลายเป้าหมายที่ 35 ล้านคน

เครื่องชี้วัด: ดุลการชำระเงินเดือนกรกฎาคม เกินดุล 2.3 พันล้านดอลลาร์ฯ จากเดือนก่อนหน้าที่เกินดุล 2.0 พันล้านดอลลาร์ฯ

นัยยะต่อเศรษฐกิจไทย: ดุลการชำระเงินที่เกินดุลนั้น เป็นผลจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด (ดุลการค้าเกินดุล 1.3 พันล้านดอลลาร์ฯ ดุลบริการเกินดุล 1.4 พันล้านดอลลาร์ฯ)

ส่วนดุลเคลื่อนย้ายทุนกลับมาบวกนิดๆที่ 0.9 พันล้านดอลลาร์ฯ ผลจากการถอน เงินฝากจากต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์ไทยเพื่อปรับฐานะเงินตรา ต่างประเทศตามการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนของผู้ส่งออกหลัง เงินบาทโน้มแข็งค่าขึ้น และการถอนเงินฝากที่ครบกำหนดของกองทุนรวมที่ ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) โดยเฉพาะจากประเทศฮ่องกง กาตาร์ และสหรัฐฯ อาหรับเอมิเรตส์ ด้านหนี้สินมีเงินไหลเข้าจากการฝากเงินของนักลงทุนต่างชาติ ในธนาคารพาณิชย์ไทย และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในตราสารทุน ของธนาคารพาณิชย์ไทยแห่งหนึ่ง และเมื่อหักลบกับ Error & Omissions ที่ -1.4 พันล้านดอลลาร์ฯมีผลให้ ดุลการชำระเงินเกินดุล 2.3 พันล้านดอลลาร์ฯ

เครื่องชี้วัด: เมื่อเทียบรายปีอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 0.32% YoY (เดือนก่อนหน้าอยู่ที่ 0.17% YoY) ดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้าผลักดันโดยสินค้าในกลุ่มพลังงาน แต่อาหารยังเป็นตัวฉุดเงินเฟ้อ

เมื่อเทียบรายเดือน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 0.11% MoM ดีจากเดือนก่อนหน้าที่หดตัว -0.13% MoM หลักๆมาจากหมวดยานพาหนะและน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งขยายตัวเป็นบวกที่ 1.3% YoY (prev.-0.02 % YoY) ส่วนอัตราเงินเฟ้อ 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.) สูงขึ้น 0.56 % AoA ชะลอลงจากตัวเลข 7 เดือนที่ขยายตัวที่ 0.6% AoA

อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานขยายตัวเมื่อเทียบรายปีที่ 0.46% YoY (prev. 0.48% YoY) เมื่อเทียบรายเดือนขยายตัวที่ 0.05% MoM (prev. 0.08% MoM) ตัวเลข 8 เดือนขยายตัวที่ 0.54% AoA ทรงตัวต่อเนื่อง


นัยยะต่อเศรษฐกิจไทย: ธปท. ปรับเงินเฟ้อปลายปีมาอยู่ที่ 0.8% จากเดิมที่ 1.2%, ขณะที่ สศค ปรับลดมาที่ 1.4% ด้านกระทรวงพาณิชย์ปรับเป้าหมายเงินเฟ้อลงมาอยู่ที่ 0.7-1.7% จากกรอบเดิมซึ่งอยู่ที่ 1.5-2.2% กองทุนบัวหลวงปรับประมาณการอัตราเงินเฟ้อไทยลงมาอยู่ที่ 0.6% จากเดิม 1.0% และคาดว่าธปท.น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% ในปีนี้