เงื่อนไขการลงทุนในกองทุน RMF – LTF  

1. เงื่อนไขการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่สรรพากรกำหนดเกณฑ์ไว้ สำหรับการลงทุนก่อนและหลังวันที่ 1 มีนาคม 2551 ต่างกันอย่างไร

ตอบ :
          สำหรับผู้ถือหน่วยกองทุน RMF ที่มีเงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่ลงทุนและถือกองทุน RMF ไว้ก่อนวันที่ 1 มีนาคม 2551 และลงทุนมาไม่น้อยกว่า 5 ปี หากแต่อายุผู้ลงทุนยังไม่ครบ 55 ปีบริบูรณ์ ตามเกณฑ์ของกรมสรรพากรนั้น  ผู้ลงทุนสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ทั้งหมดหรือบางส่วน โดยไม่ถือว่าผิดเงื่อนไขและยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี  

          ทั้งนี้  ในกรณีที่ขายคืนหน่วยลงทุนทั้งหมดที่ซื้อไว้ก่อนวันที่ 1 มีนาคม 2551 และยังคงต้องการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้  สรรพากรจะให้เริ่มนับยอดเงินลงทุนที่ซื้อใหม่ นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2551  เริ่มเป็นปีที่ 1 ใหม่ 

          หากเป็นกรณี การขายคืนหน่วยลงทุนบางส่วน  สรรพากรจะให้นับปีการลงทุนให้ต่อเนื่องได้  เมื่อมีการดำรงจำนวนหน่วยลงทุนคงเหลือขั้นต่ำเป็นเงิน 5,000 บาทในแต่ละปี โดยคำนวณจากเงินลงทุน (บาท) และ /หรือ จำนวนหน่วยลงทุนจากต้นทุนเฉลี่ยของปีนั้น (หากมีหลักฐานและข้อมูลการซื้อและถือหน่วยลงทุนไว้ชัดเจน ว่าเป็นการไถ่ถอน/ขายคืนของปีไหน ถือว่าเป็นการไถ่ถอนตามหลักฐานที่นำมาแสดง หากพิสูจน์ไม่ได้ ให้ถือว่าเป็นการไถ่ถอนตามข้อสันนิษฐานของกฎหมาย)

           สำหรับเงินลงทุนที่ลงทุนนับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2551 นั้น  ผู้ลงทุนจะขายคืนหน่วยลงทุนโดยไม่ผิดเงื่อนไข และได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเต็มที่  เมื่อมีการลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี (นับวันชนวัน) และมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์


2. สำหรับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) มีเกณฑ์กำหนดว่า จะต้องลงทุนเป็นจำนวนเงินเท่าไร จึงจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

ตอบ
:
          กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
:– จะต้องลงทุนขั้นต่ำ 3% ของเงินได้ หรือ 5,000 บาท แล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า และเงินลงทุนขั้นสูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ต่อปี เมื่อรวมกับเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หรือกบข. และประกันชีวิตแบบบำนาญแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี  และมีเกณฑ์กำหนดให้ลงทุนต่อเนื่องทุกปีจนถึงอายุ 55 ปี และมีอายุสมาชิกกองทุน RMF ไม่น้อยกว่า 5 ปี จึงจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและได้รับการยกเว้นภาษีกำไรส่วนเกินทุน

          กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) :– ลงทุนขั้นสูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ต่อปี และไม่เกิน 500,000 บาท และจะต้องถือหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี จึงจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และได้รับการยกเว้นภาษีกำไรส่วนเกินทุน แต่ไม่มีการกำหนดให้มีการลงทุนต่อเนื่องทุกปี
ทั้งนี้ เงินลงทุนส่วนที่เกินจากเกณฑ์กำหนด จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับทั้งเงินลงทุน และ กำไรส่วนเกินทุน

3. กรณีผู้ลงทุนที่ลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เสียชีวิต จะต้องนำกำไรที่เกิดขึ้นจากการขายหน่วยลงทุน  และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้ไปคืนสรรพกรหรือไม่

ตอบ :
         หากผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เสียชีวิตหรือทุพพลภาพ  ไม่ต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษี และกำไรที่เกิดขึ้นจากการขายหน่วยลงทุน (Capital Gain) ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากสรรพกร ทั้งนี้ ผู้ที่ดำเนินการแทนจะต้องไปยื่นเรื่องที่ศาลขอเป็นผู้จัดการมรดกหรือผู้ครองทรัพย์มรดก

4. หากอายุเกิน 55 ปีแล้ว แต่ยังมีเงินได้และต้องการลงทุนเพื่อได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ผู้ลงทุนยังสามารถลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ได้หรือไม่

ตอบ :
         ในกรณีที่ผู้ลงทุนอายุเกิน 55 ปี และยังมีเงินได้ที่ยื่นแบบภงด.90 หรือ 91 ผู้ลงทุนสามารถลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ได้ และสามารถนำเงินลงทุนมาใช้เป็นค่าลดหย่อน และได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีดังเช่นเคยปฏิบัติ ทั้งนี้ การลงทุนจะต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด

5. การนับจำนวนปีที่ลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี แบบถูกเงื่อนไขเมื่อมีการขายคืนหน่วยลงทุน ต่างกันอย่างไร

ตอบ :
1) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) นับจำนวนปีที่ลงทุน 5 ปีที่ลงทุน แบบวันชนวัน เดือนชนเดือน ปีชนปี
ตัวอย่าง:  

2)  กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) นับจำนวนปีที่ลงทุน 5 ปี แบบเศษของปีนับเป็น 1 ปีปฏิทิน
ตัวอย่าง:


6.สำหรับการลงทุนที่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด และ เมื่อครบจำนวนปีที่ลงทุนและสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้แล้ว ผู้ลงทุนจะต้องขายคืนหน่วยลงทุนทั้งหมดทันทีที่ครบเงื่อนไขและจำนวนปีที่กำหนด หรือไม่

ตอบ
:
          เมื่อครบเงื่อนไขและจำนวนปีที่ลงทุนแล้ว ตามเกณฑ์ของทั้งกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) นั้น ผู้ลงทุนสามารถขายคืนหน่วยลงทุนบางส่วน หรือทั้งหมดได้ หรือหากยังไม่ต้องการขายคืนหน่วยลงทุน ณ เวลานั้น ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน โดยยังคงได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเช่นกัน

7. สำหรับ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่มีเกณฑ์การนับอายุการลงทุน 5 ปี นับแต่วันซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก จึงจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้น แล้วเงินลงทุนในครั้งต่อๆมาจะมีเกณฑ์การนับอย่างไร

ตอบ :
           การ “นับตั้งแต่วันซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก” หมายถึง ถ้าหน่วยลงทุนที่ซื้อครั้งแรก ถือครองมาครบ 5 ปีบริบูรณ์แล้ว หน่วยลงทุนที่ซื้อถัดมาไม่ครบ 5 ปี ก็ได้

ตัวอย่าง
: ลงทุนครั้งแรก ปี 2544  และลงทุนทุกปีต่อเนื่องในปี 2545 / 2546 / 2547 และ 2548 ดังนั้น ในปี 2549 เมื่อหน่วยลงทุนที่ซื้อใน ปี 2544 ถือครองครบ 5 ปี แล้ว  กรณีนี้ จะถือว่าหน่วยลงทุนทุกกองทุนครบ 5 ปีด้วย

8. ผู้ลงทุนจำเป็นต้องลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ในกองทุนเดิมทุกปีหรือไม่

ตอบ:
           ผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องลงทุนในกองทุนเดิมทุกปี สามารถลงทุนโดยจะนำเงินลงทุนใหม่มาลงทุนเพิ่มในกองทุนเดิม และ/หรือ จะลงทุนในกองทุนใหม่ก็ได้ และ/หรือ จะลงทุนเพิ่มทั้งในกองทุนเดิมและกองทุนใหม่ ก็ได้   เพียงแต่ต้องเป็นกองทุนที่อยู่ในกลุ่มประเภทเดียวกัน เช่น กลุ่มกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือกลุ่มกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)  ผู้ลงทุนสามารถซื้อหน่วยลงทุนได้หลายกองทุนและหลายบริษัทจัดการลงทุนในแต่ละปีภาษี เพียงแต่จำนวนเงินลงทุนที่ซื้อเมื่อรวมกันทุกกองทุนของทุกบริษัทจัดการแล้วจะต้องไม่เกินเกณฑ์ขั้นสูงสุดที่กำหนด
ทั้งนี้ หากมีการซื้อกองทุนจากหลายบริษัทจัดการลงทุน ผู้ลงทุนควรเก็บเอกสารการลงทุนไว้เป็นอย่างดี เพื่อใช้อ้างอิงในตอนขายหน่วยลงทุนว่าจะต้องขายกองทุนใดก่อน  

          สำหรับเงินลงทุนในกลุ่มกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และ/หรือ กลุ่มกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่ได้ลงทุนไปก่อนหน้าแล้ว ผู้ลงทุนก็สามารถจะโอนย้าย/สับเปลี่ยนหน่วยลงทุนของกองทุนเดิมไปยังกองทุนอื่นที่นโยบายแตกต่างจากเดิมได้ และ/หรือ จะโอนย้าย/สับเปลี่ยนไปลงทุนในกองทุนของบริษัทจัดการลงทุน(บลจ.)อื่น ก็ได้  ทั้งนี้ ต้องพิจารณาเงื่อนไขเกณฑ์การโอนย้ายและเรี่องค่าธรรมเนียม/ค่าใช้จ่ายในการโอนย้ายของกองทุนของแต่ละบลจ. โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือจะต้องเป็นการชำระเงินค่าธรรมเนียมเพิ่มต่างหาก ห้ามไม่ให้หักจากเงินกองทุน