BF Morning Brief

Highlight

ซีอีโอของ Goldman Sachs มอง “เศรษฐกิจ ตลาด ยังไปได้ดี"



ลอยด์ แบลงคเฟน ซีอีโอ โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) บริษัทการเงินชั้นนำของสหรัฐฯออกมาแสดงความคิดเห็นว่าเศรษฐกิจโดยทั่วไป รวมถึงตลาดการเงินยังคงขยายตัวได้ดีอยู่ โดยเห็นได้จากตัวเลขต่างๆที่ยังเติบโตต่อเนื่อง

ปัจจัยที่ถกเถียงกันอยู่ในตลาดการเงินขนาดนี้เกี่ยวกับหุ้นสหรัฐฯที่เติบโตต่อเนื่องมา 9 ปี จะถึงคราวชะลอตัว หรือแผ่วลงบ้างหรือยัง ลอยด์มองว่าปัจจัยพื้นฐานต่างๆของสหรัฐฯยังคงไปได้ต่อ

ทั้งนี้เงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ย รวมไปถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากจนเกินไป เขามองว่ายังเป็นโอกาสของนักลงทุนที่จะเข้าไปลงทุนในตลาดสหรัฐฯ

เขากล่าวว่าสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน หากยังคงยืดเยื้อยิ่งจะส่งผลแย่ต่อทั้งสองฝ่าย ดังนั้นควรหันหน้าเข้าหากัน เพื่อเจรจาหาข้อสรุปร่วมกัน




Global

IMF เตือนปัจจัยเสี่ยงต่อระบบการเงินโลกเพิ่ม



กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ออกรายงาน "Global Financial Stability Report" เตือนว่า ปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อระบบการเงินทั่วโลกนั้น กำลังเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาสินทรัพย์เสี่ยงพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง ซึ่งคล้ายกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนที่จะเกิดวิกฤตการเงินโลก

รายงานดังกล่าวของ IMF ที่เผยแพร่ล่าสุดระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านการเงินทั่วโลกนั้นได้เพิ่มขึ้นในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา

พร้อมระบุว่า ความเปราะบางด้านการเงินซึ่งมีสาเหตุมาจากภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเกินไปและความผันผวนในตลาดนั้น อาจจะส่งผลให้ระบบการเงินโลกตกอยู่ในความเสี่ยงต่อไปในวันข้างหน้า และจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจเช่นกัน

นอกจากนี้ IMF ระบุว่า ราคาสินทรัพย์ประเภทต่างๆกำลังเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ โดยราคาหุ้นทั่วโลกอยู่ในระดับที่สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐฯ ขณะที่มูลค่าตราสารหนี้ภาคเอกชนปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ความต้องการกู้ยืมอยู่ในระดับที่สูงเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งความต้องการจากบริษัทที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำ

การออกรายงานเตือนของ IMF มีขึ้นระหว่างที่รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจาก 189 ประเทศที่เป็นสมาชิกของ IMF กำลังประชุมประจำปีร่วมกันที่กรุงวอชิงตัน





Asia

จีนยันสหรัฐฯยังไม่เปิดโต๊ะเจรจาทวิภาคี ย้ำละเมิด WTO



สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า กระทรวงพาณิชย์จีนเปิดเผยว่า ยังไม่มีการเจรจาระดับทวิภาคีเรื่องข้อพิพาทการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯแต่อย่างใด

แม้ว่าล่าสุดจะมีข่าวกรณีที่สหรัฐฯได้ยื่นเรื่องไปยังองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา โดยอ้างว่า สหรัฐฯเต็มใจที่จะเจรจาต่อรองเกี่ยวกับข้อขัดแย้งทางการค้ากับจีนก็ตาม

นายเกา เฟิง โฆษกของกระทรวงพาณิชย์จีน กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนขององค์การการค้าโลก ซึ่งได้กำหนดให้ประเทศสมาชิกปฏิบัติตามคำร้องขอไกล่เกลี่ยจากประเทศสมาชิกอีกฝ่ายภายในระยะเวลา 10 วัน

เขายังย้ำด้วยว่า มาตรา 232 และ 301 ของมาตรการของสหรัฐที่จัดเก็บภาษีผลิตภัณฑ์ของจีนเป็นละเมิดกฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลกอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ โฆษกกล่าวต่อไปว่า ทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่ได้จัดการเจรจาระดับทวิภาคีเกี่ยวกับการสอบสวนตามมาตรา 301 ของสหรัฐฯ รวมทั้งรายชื่อการจัดเก็ยภาษีสินค้าจีนโดยสหรัฐฯแต่อย่างใด





Asean

ถึงเวลาอาเซียนลดพื้นที่สวนปาล์ม หลัง EU เล็งลดใช้



สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ญี่ปุ่นแนะประเทศในภูมิภาคอาเซียนลดพื้นขนาดสวนปาล์มน้ำมันเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่า เนื่องจากผลกำไรที่ได้รับไม่คุ้มค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ

ศูนย์วิจัยวิทยาการการเกษตรระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น ระบุว่าหลายประเทศในยุโรปจะลดปริมาณส่วนผสมปาล์มน้ำมันในเชื้อเพลิงยานยนต์หลังปี 2020 เป็นต้นไป  

ในขณะที่การขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในภูมิภาคอาเซียนกำลังทำลายระบบนิเวศน์ และสภาพแวดล้อมของป่า   

ความกังวลในประเด็นดังกล่าวทำให้สหภาพยุโรป (EU)เตรียมจำกัดการใช้ปาล์มน้ำมันเป็นส่วนประสมเชื้อเพลิง หลังปี 2020 เป็นต้นไป   

ทั้งนี้ ในรายงานของศูนย์วิจัยฯระบุว่า เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มในมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันปาล์มคิดเป็นสัดส่วน 85% ของปริมาณการผลิตน้ำมันปาล์มน้ำมันของโลก อาจเป็นต้นเหตุของการทำลายป่าต้นน้ำในอาเซียน ด้วยการเผาป่าเพื่อขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน






Thailand

สมคิดเร่งปฏิรูปประเทศ หวังยกระดับเกษตรกร



รายงานข่าวจากอีไฟแนนซ์ไทยระบุว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับอาลีบาบา กรุ๊ป ว่าการเดินทางมาของนายแจ็ค หม่า ในวันนี้เป็นจังหวะที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวดี และถือว่าอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยมั่นใจปีนี้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี จะเติบโตมากกว่า 4%

ขณะนี้ไทยยังมีนโยบายยกระดับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ไทยไปสู่ดิจิทัลให้รวดเร็วที่สุด รวมทั้งการดำเนินนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตร เพื่อไม่ให้เกษตรกรไทยย่ำอยู่กับที่ จึงต้องพัฒนาสินค้าไปสู่ตลาดโลก ซึ่งไทยมีนโยบายสมาร์ท ฟาร์เมอร์

สำหรับประเทศไทยนั้น ยอมรับว่า ยังเป็นประเทศที่มีรายได้ต่ำ กลุ่มเกษตรกยังมีรายได้ไม่สูงนัก ดังนั้น สิ่งสำคัญ คือ จะทำอย่างไรให้ไทยก้าวหลุดพ้นจากประเทศที่มีรายได้ต่ำไปสู่รายได้สูงได้ สิ่งนั้นคือ การปฏิรูปประเทศในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการเกษตร ที่จะต้องเร่งพัฒนา เพื่อไปสู่การค้าออนไลน์ หรือ อีคอมเมิร์ซ ซึ่งจะสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ในอนาคต

“สิ่งที่สำคัญตอนนี้ คือ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ จะต้องร่วมกับอาลีบาบา โดยการผลักดันคนชั้นล่าง หรือ กลุ่มผู้ประกอบการใหม่ๆ หรือ พวก Next Gernaration ซึ่งที่ผ่านมา เขาต้องการโอกาสในการสร้างชีวิต และเวลามาถึงแล้ว ที่จะทำให้เขาสร้างอนาคตตัวเอง และผมประทับใจแจ็ค หม่า ที่เชื่อว่า จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยคนไทยและเพื่อนบ้านของไทยได้อย่างมาก และท่านมีหัวใจที่ใหญ่มาก ไม่ใช่แค่สมอง






Innovation

34 บริษัทชั้นนำของโลกร่วมต่อต้านการโจมตีทางไซเบอร์



เหล่าบริษัทชั้นนำด้านการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตให้คำมั่นว่าจะต่อต้านการนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิด พร้อมปกป้องลูกค้าทั้งหมดโดยไม่แบ่งเชื้อชาติ ประเทศ หรือแรงจูงใจในการก่อเหตุโจมตี

บริษัทด้านเทคโนโลยีและการรักษาความปลอดภัยระดับโลกรวม 34 แห่งได้ลงนามในข้อตกลง Cybersecurity Tech Accord โดยบริษัทกลุ่มใหญ่ที่สุดเห็นพ้องต้องกันที่จะปกป้องลูกค้าทุกคนทั่วโลกจากการโจมตีขององค์กรและประเทศต้นทางอาชญากรรมทางไซเบอร์ โดยบริษัททั้ง 34 แห่ง อาทิ ABB, Arm, Cisco, Facebook, HP, HPE, Microsoft Corp., Nokia, Oracle และ Trend Micro คือตัวแทนของผู้ให้บริการเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ตและโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในระดับโลก

Brad Smith ประธานของ Microsoft กล่าวว่า "การโจมตีที่รุนแรงหลายครั้งเมื่อปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ความปลอดภัยทางไซเบอร์ไม่ใช่สิ่งที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งสามารถรับมือได้เพียงลำพัง แต่เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกัน ข้อตกลงนี้จะช่วยให้เราก้าวไปสู่ขั้นตอนที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในการทำงานร่วมกันและปกป้องลูกค้าทั่วโลก"

บริษัททั้ง 34 แห่งได้บรรลุหลักการสำคัญ 4 ประการ ดังนี้

  • ยกระดับการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
  • บริษัทเหล่านี้จะไม่ให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลใดก็ตามในการเปิดฉากโจมตีทางไซเบอร์ รวมทั้งต่อต้านการใช้ในทางที่ผิดหรือการแสวงหาผลประโยชน์จากผลิตภัณฑ์หรือบริการของบริษัท
  • เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับนักพัฒนา ผู้ประกอบธุรกิจ และบุคคลทั่วไปที่ใช้เทคโนโลยีของบริษัท เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันตนเอง
  • สร้างความร่วมมือครั้งใหม่ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการภายในอุตสาหกรรม ภาคประชาสังคม และในหมู่นักวิจัยด้านความมั่นคง เพื่อยกระดับความร่วมมือทางเทคนิค ร่วมกันเปิดโปงช่องโหว่ แลกเปลี่ยนข้อมูลภัยคุกคาม

ข้อตกลงนี้ถือเป็นการประกาศให้สาธารณชนรับรู้ถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ นอกจากนั้นยังเปิดกว้างในการพิจารณาผู้ร่วมลงนามรายใหม่ๆจากภาคเอกชน โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นบริษัทขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่หรือมาจากอุตสาหกรรมใด ขอเพียงแค่เป็นบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือและมีมาตรฐานสูงในการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ และมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามหลักการของข้อตกลงอย่างเต็มใจ

Kevin Simzer ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Trend Micro กล่าวว่า "เราเห็นผลกระทบของภัยคุกคามทางไซเบอร์ในโลกแห่งความเป็นจริงกันมาแล้ว ในฐานะอุตสาหกรรม เราต้องร่วมมือกันต่อสู้กับอาชญากรไซเบอร์ และยับยั้งการโจมตีที่จะสร้างความเสียหายมากยิ่งขึ้นในอนาคต"

ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีทางไซเบอร์ก็คือบรรดาธุรกิจและองค์กรทุกขนาด มีการคาดการณ์ว่าการโจมตีทางไซเบอร์จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากถึง 8 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2022* โดยที่ผ่านมา การโจมตีทางไซเบอร์ได้ทำให้บริษัทขนาดเล็กต้องปิดตัวลง โรงพยาบาลต้องเลื่อนการผ่าตัดออกไป หน่วยงานรัฐต้องหยุดให้บริการ นอกจากนั้นยังก่อให้เกิดความติดขัดและความเสี่ยงในเรื่องความปลอดภัยอีกมากมาย

Carolyn Herzog ที่ปรึกษาทั่วไปของ Arm กล่าวว่า "ข้อตกลงนี้จะช่วยปกป้องอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกว่า 1 ล้านล้านเครื่องที่คาดว่าจะมีการใช้ใน 20 ปีข้างหน้า โดยอาศัยทรัพยากร ความเชี่ยวชาญ และแนวคิดของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลก เพื่อร่วมกันวางรากฐานที่เชื่อถือได้ให้กับผู้ใช้งานเทคโนโลยี ที่จะได้รับประโยชน์มหาศาลจากโลกที่มีความปลอดภัยในการเชื่อมต่อมากขึ้น"