กองทุนบัวหลวง Morning Brief กับ ทนง ขันทอง

Highlight

ไตรมาส 3 จีน ยังโตเกินระดับ 6%




ธนาคารกลางของจีนประกาศตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 ซึ่ง จีนยังคงมีอัตราเติบโตอย่างร้อนแรง โดยอยู่ในระดับ 6.8%

ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจถึงแม้จะชะลอตัวลงเล็กน้อยจากไตรมาสที่ 2 ที่โตในระดับ 6.9%

ที่ผ่านมาทางการจีนพยายามใช้มาตรการต่างๆ แก้ปัญหาสองเรื่อง ได้แก่ ความร้อนแรงในภาคอสังหาริมทรัพย์ และหนี้ภาคเอกชนที่อยู่ในระดับสูง

แต่ตัวเลขเศรษฐกิจก็ยังคงอยู่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้การส่งออกของจีนที่ยังคงไปได้ด้วยดี และอำนาจเศรษฐกิจของจีน ซึ่งทำให้จีนมีอิทธิพลต่อภูมิภาคนี้

เป็นที่น่าจับตามองเมื่อสหรัฐฯ เริ่มหาพันธมิตรเพื่อคานอำนาจกับจีนในภูมิภาคนี้ เมื่อนายทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ กำลังมาอินเดียเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น



Global

“เอกราชของกาตาลุญญา” บนความเสี่ยงที่สเปนจะยึดอำนาจ




สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานว่า นายการ์เลส ปุจเดมอนต์ ผู้นำแคว้นกาตาลุญญา ออกมาประกาศเมื่อวันที่ 19 ตุลาคมว่า จะยังไม่มีการประกาศแยกตัวเป็นเอกราชจากสเปน แม้จะถึงเส้นตายที่กำหนดไว้แล้ว

แต่รัฐสภากาตาลุญญาจะลงมติเพื่อแยกตัวเป็นเอกราช หากรัฐบาลกลางสเปนยังไม่ยอมเปิดการเจรจาเพื่อแยกตัวกับกาตาลุญญา และไม่สนใจเส้นตายในการประกาศเอกราชของกาตาลุญญา

โดยในจดหมายที่นายปุจเดมอนต์ ส่งถึงนายมารีอาโน ราฆอย นายกรัฐมนตรีสเปน ระบุว่า “หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าขัดขวางการเจรจา และปราบปราม รัฐสภากาตาลันก็จะทำการพิจารณาเพื่อลงมติประกาศการเป็นเอกราชจากสเปนอย่างเป็นทางการ”

ข่าวระบุว่า จดหมายดังกล่าวถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ 10 นาทีก่อนหน้าจะถึงเส้นตายที่นายราฆอยกำหนดให้นายปุจเดมอนต์เพิกถอนคำประกาศเอกราช และหากไม่ทำก็จะมีการบังคับใช้มาตรา 155 ตามรัฐธรรมนูญ ที่อนุญาตให้ระงับสิทธิในการปกครองตนเองของกาตาลุญญา และเปลี่ยนเป็นการใช้อำนาจปกครองโดยตรงจากรัฐบาลกลางแทน

ขณะที่สำนักนายกรัฐมนตรีสเปนแจ้งว่า รัฐบาลสเปนเตรียมจัดการประชุมนัดพิเศษเพื่อพิจารณามาตรา 155 ตามรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 21 ตุลาคมนี้





Asia

มีอะไรในการประชุมพรรคฯ ล่าสุด ของจีน

โดย Economic Research, Fund Management Group



เมื่อ 18 ตุลาคม การประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 19 (National Party Congress) เปิดฉากขึ้นแล้วที่มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง และจะดำเนินไปถึงวันที่ 25 ตุลาคม ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวสุนทรพจน์เปิดการประชุมหรือที่เรียกว่า Political Report โดยมีใจความสำคัญ (Key Takeaways) ดังนี้  

Political Report เน้นย้ำการพัฒนาสังคมจีนไปสู่ 小康社会 ภายในปี 2020 (xiǎokāngshèhuì) หรือที่เป็นภาษาอังกฤษว่า Moderate Properous Society (คำนี้ใช้ตั้วแต่สมัยหูจิ่นเทา เน้นย้ำให้สังคมเข้าสู่กลุ่มรายได้ปานกลาง ให้ประชากรอยู่อย่างสะดวกสบาย แม้ว่าจะไม่ฟุ้งเฟ้อ แต่ทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น) เพื่อให้ประเทศจีนบรรลุความฝันของชาวจีน (Chinese Dream ในนิยามนี้คือ เป้าหมายเป็นประเทศที่มีความทันสมัยในระบอบสังคมนิยมที่มีความเข้มแข็งฯและฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชาติจีน หรือ Achieving the great renewal of the Chinese nation) โดยในเป้าหมายระยะยาวสีจิ้นผิงได้น้อมนำวิสัยทัศน์ของเติ้งเสี่ยวผิงให้จีนรุ่งเรืองภายในปี 2035 และให้แข็งแกร่งมั่งคั่งภายในปี 2050 ในรายงาน Political Report นี้ไม่ได้ระบุเป้าหมาย GDP ไว้ แต่ยังยืนเป้าเดิมที่จะเพิ่ม GDP ของจีนจากปี 2010 ให้โต 2 เท่าทั้งฝั่ง GDP และรายได้ต่อหัวภายในปี 2020   

Political Report ระบุถึงความสำเร็จของจีนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาที่มี Market Share ของเศรษฐกิจโลกถึง 30% สามารถยกระดับเทคโนโลยีเข้าสู่ เศรษฐกิจยุคดิจิตอล ประชาชนในจีนเข้าสู่ความเป็นสังคมเมืองอย่างต่อเนื่องคิดเป็น 1.2% ของจำนวนประชากรจีนต่อปี และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาได้ออกมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมแล้ว 1,500 มาตรการ

อย่างไรก็ตามรายงานดังกล่าวได้ระบุว่าสังคมจีนยังเผชิญความท้าทายด้านการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียมและไม่ทั่วถึง เช่น คุณภาพของการเติบโตยังไม่ดี, การพัฒนาประเทศในเชิงโครงสร้างยังขาดความสมดุลย์, และยังมีความต่างระหว่าง Creativity และ Productivity, ปัญหาด้านมลพิษสิ่งแวดล้อมยังมีอยู่,  พบความต่างระหว่างเมืองและชนบท, การเข้าถึงการศึกษา ระบบประกันสุขภาพ ที่อยู่อาศัย การดูแลผู้สูงวัย ของประชาชนชาวจีน รายงานดังกล่าวระบุว่ามีความจำเป็นที่จะต้องออกมาตรการเพื่อแก้ไขความท้าทายเหล่านี้   

รายงานดังกล่าวยังเน้นย้ำความสำคัญของการปฏิรูปฝั่งอุปทาน โดยเศรษฐกิจจีนจะต้องมุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ทั้งห่วงโซ่อุปทาน จีนต้องพัฒนาระบบการผลิตให้แข็งแกร่งโดยเฉพาะด้านคุณภาพ และต้องน้อมนำการพัฒนาเทคโนโลยี เช่น Disruptive Technology, Big Data, AI ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางไปถึงปลายน้ำของทั้งห่วงโซ่ ในขณะเดียวกัน จีนจะต้องรักษาคุณภาพของการลงทุนในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้วย พร้อมให้การสนับสนุนผู้ประกอบการในการทำธุรกิจ   

Political report นี้เน้นย้ำว่า จีนจะให้ Technology และ Innovation เป็นตัวนำเศรษฐกิจ และจีนจะต้องอยู่ที่ Technological Frontier (กล่าวคือจีนต้องใหม่ที่สุดในขอบเขตของการพัฒนาด้านเทคโนโลยี) ของการพัฒนาเทคโนโลยีโลก และเสริมความแข็งแกร่งของจีนด้วยการพัฒนาทั้งองคาพยพ ตั้งแต่ งานวิจัยทั้งเชิงพื้นฐานและเชิงการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ   

เสริมความแข็งแกร่งให้กับชนบท คุ้มครองเกษตรกรด้วยการให้สิทธิในการใช้ที่ดินเพื่อการเพาะปลูกเพิ่มขึ้นไปอีก 30 ปี และส่งเสริมการเพาะปลูกแนวใหม่ คุ้มครองผลประโยชน์ผ่านการจดสิทธิบัตร  

ร่วมมือกันพัฒนาในเชิงภูมิภาค ด้วยการร่วมมือกันโปรโมต City Clusters โดยเฉพาะ ปักกิ่ง เทียนจิน เหอเป่ย เช่นเดียวกับเขตชายฝั่งรวมฮ่องกง และพื้นที่ 9 เมืองบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไข่มุก (Greater Pearl Delta Area กินพื้นที่ 9 เมืองในมณฑลกว้างตุ้ง) รายงานฉบับนี้ระบุถึงการวางแผนก่อสร้างเขตเมืองใหม่ที่ชื่อ Xiong’an ด้วย   

จีนจะสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในระบบตลาด (Market Economy) ต่อไป ปธนกล่าวว่า ตลาดคือผู้จัดสรรทรัพยากร การบริหารจัดการสินทรัพย์ของ SOEs ต้องได้รับการพัฒนาไปสู่ Mixed Ownership SOE reforms โดยให้กิจการสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก แต่ก็ยังรักษามูลค่ากิจการให้กับรัฐวิสาหกิจไว้ได้ อย่างไรก็ดีรัฐบาลจะให้การสนับสนุน SOEs และ POEs กล่าวคือ Privately Owned Enterprise อย่างเท่าเทียมกัน   

สร้างความแข็งแกร่งให้กับนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ให้มีความเชื่อมโยงกันระหว่างนโยบายคลัง นโยบายการเงิน และใช้เครื่องมือทางการเงินบูรณาการโครงสร้างอุปทานอย่างเหมาะสม เพิ่มระเบียบทางการคลัง ขยาย Capacity ของระบบการเงินเพื่อรองรับระบบเศรษฐกิจจริง ประเทศจีนจะพัฒนาประสิทธิภาพการใช้นโยบายการเงินควบคู่ไปกับนโยบายสำหรับธนาคารพาณิชย์ (Macroprudential Framework) และดำเนินการเปิดเสรีดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนต่อไป ภายในเกณฑ์การเงินที่เข้มแข็งและครอบคลุม   

เดินหน้าโครงการ the Belt and Road Initiatives (BRI หรือ One Belt One Road เดิม) และสนับสนุนการค้าและการลงทุนเสรีขั้นสูง จีนจะให้สิทธิประโยชน์การลงทุนใน FTZ เพิ่มและพัฒนาท่าขนส่งของเสรี   

ใช้กลยุทธจีนสุขภาพดีถ้วนหน้า โดยจะปฏิรูประบบการแพทย์ ความปลอดภัยด้านอาหาร ส่งเสริมการให้การบริการด้านสุขภาพของเอกชน และพัฒนาระบบบำเหน็จบำนาญ  

พัฒนาระบบอสังหาริมทรัพย์ ให้เพื่ออยู่ ไม่ใช่เพื่อเก็งกำไร     

การประชุมนี้จะมีต่อเนื่องไปถึงวันที่ 25 ตุลาคม มีประเด็นสำคัญที่ต้องมาดูกัน ได้แก่ 

วันที่ 18 ตุลาคม ซึ่งปธน. Xi Jinping จะแถลงผลงานในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบายในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยนโยบายที่น่าจับตามอง คือการลดระดับหนี้, การลดกำลังการผลิตส่วนเกิน และโครงการ “Belt and Road Initiatives หรือที่รู้จักกันว่า One Belt One Road”   

วันที่ 25 ตุลาคม การประกาศรายชื่อผู้นำระดับสูง Politburo Standing Committee ซึ่งเรามองว่า ปธน. Xi Jinping จะพยายามรวบอำนาจและแต่งตั้งคนใกล้ชิดที่เคยทำงานร่วมกันขึ้นมาเป็นผู้นำระดับสูงให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะทำให้การปฎิรูปเศรษฐกิจต่างๆ ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง  

การสับเปลี่ยนผู้นำ มีประเด็นที่ต้องจับตามองอยู่ 3 ประเด็นคือ 

  • นาย Wang Qishan หนึ่งใน 7 ผู้นำระดับสูงในปัจจุบัน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาคอรัปชั่น จะดำรงตำแหน่งต่ออีกหนึ่งวาระหรือไม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ก็จะขัดประเพณีที่กำหนดให้ผู้นำที่มีอายุ 68 ปีขึ้นไปต้องเกษียณอายุและลงจากอำนาจ และอาจเป็นการส่งสัญญาณว่านาย Xi Jinping มีแนวโน้มที่จะคุมอำนาจและดำรงตำแหน่งต่อเป็นสมัยที่ 3
  •  
  • จำนวนผู้นำระดับสูงจะลดลงจากปัจจุบันที่ 7 คนหรือไม่ ซึ่งหากลดลงก็จะเป็นการเพิ่มฐานอำนาจให้กับนาย Xi Jinping
  •  
  • จะมีการกล่าวถึงผู้ที่จะสืบทอดอำนาจต่อจากนาย Xi Jinping ซึ่งจะดำรงตำแหน่งปธน. จนครบวาระ 10 ปีในปี 2022 หรือไม่




Asean

ไทยร่วมมือพม่า ฟื้นฟูอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งทะเลในรัฐยะไข่






นางสาวบุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ประเทศพร้อมให้ความร่วมมือกับพม่า เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลในรัฐยะไข่ ตามการร้องขอของพม่า โดยความร่วมมือดังกล่าวเป็นความร่วมมือตามกรอบทวิภาคี และไตรภาคี ดำเนินการภายใต้กรอบความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น-พม่า โดยได้ให้การฝึกอบรมการเพาะเลี้ยงทะเลให้กับเจ้าหน้าที่ประมง จากรัฐบาลกลางพม่าและรัฐยะไข่ นอกจากนี้ยังมีการจัดฝึกอบรมการเพาะเลี้ยงปลาให้กับเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคของพม่า เพื่อนำไปปรับใช้กับการเพาะเลี้ยงปลาในประเทศพม่า

โดยหลังจากนี้ กรมความร่วมมือ กระทรวงการต่างประเทศ จะหารือกับกรมการประมง เพื่อพิจารณาปรับปรุงฟื้นฟูศูนย์สาธิตการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลไทย-พม่า ที่เมืองซิตต่วย ในรัฐยะไข่ เพื่อให้เป็นศูนย์เรียนรู้สำหรับเจ้าหน้าที่และเกษตรกรในรัฐยะไข่ และในประเทศพม่าต่อไป

อย่างไรก็ตาม ไทยหวังความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชนในรัฐยะไข่





Thailand

ส่งออก ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7

โดย Economic Research, Fund Management Group



การส่งออกไทยเดือนกันยายนมีมูลค่า 21,812 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 12.2% YoY จากเดือนก่อนหน้าที่โต 13.9% YoY เป็นการขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 หนุนจากทองคำ ยาง น้ำมันสำเร็จรูป 

ขณะที่การนำเข้าสำหรับเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีมูลค่า 18,454 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 9.73% YoY จากเดือนก่อนหน้าที่โต 14.9% YoY ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุล 3,358 ล้านดอลลาร์ จากเดือนก่อนหน้าที่เกินดุล 2,090.2 ล้านดอลลาร์  

ตัวเลข 9 เดือนของปี 60 (มกราคมถึงกันยายน) การส่งออกมีมูลค่า 175,435 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 9.3% AoA, นำเข้ามีมูลค่า 163,203 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 14.8%  AoA ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุลทั้งเก้าเดือนที่ 12,231 ล้านดอลลาร์

จากการส่งออกที่ปรับขึ้นต่อเนื่องทำให้กระทรวงพาณิชย์คาดว่าการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้แต่ละเดือนน่าจะส่งออกได้ไม่ต่ำกว่า 19,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็เชื่อมั่นว่าโดยภาพรวมการส่งออกของไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 8.0%

สำหรับในรายสินค้า มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 แต่ชะลอลงมาที่ 7.9% YoY (prev 24.7% YoY) รายละเอียดดังนี้

  • ยางพารา ขยายตัว 22.4% YoY prev. 24.6% YoY (ส่งออกไปตลาดจีน มาเลเซีย ญี่ปุ่น)
  •  
  • น้ำตาลทราย ขยายตัว 33.7% YoY prev. 40.0% YoY (ส่งออกไปตลาดไต้หวัน อินโดนีเซีย กัมพูชา)

  • ข้าว ขยายตัว 6.3% YoY prev. 47.1% YoY (ส่งออกไป ตลาดเบนิน แอฟริกาใต้สหรัฐฯ)
  •  
  • ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป ขยายตัว 11.4% YoY prev.15.3% YoY (ส่งออกไปตลาดญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ลาว)
  •  


สำหรับสินค้าที่หดตัวได้แก่ ผัก ผลไม้สด แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป, อาหารทะเลแช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป , และ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 

รวม 9 เดือนแรก กลุ่มสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัว 15.4% YoY   

การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม มูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ที่ 12.5% (YoY) เร่งตัวขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งขยายตัวที่ 12.2% YoY โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ 

  • ทองคำ ขยายตัว 243.3% YoY prev. 138.9% YoY (ส่งออกไป สวิตเซอร์แลนด์ฮ่องกง ออสเตรเลีย)
  •  
  • ผลิตภัณฑ์ยาง ขยายตัว 52.4% YoY prev.50.5% YoY (ส่งออกไปตลาดจีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น)
  •  
  • น้ำมันสำเร็จรูป ขยายตัว 53.1% YoY prev.24.0% YoY (ส่งออกไปตลาดเวียดนาม สิงคโปร์ กัมพูชา) 

  • เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัว 9.3% YoY  prev. 16.8% YoY(ส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ฮ่องกง จีน) 

  • รถยนต์ อุปกรณ์และ ส่วนประกอบ ขยายตัว 2.8% YoY prev. -12.4% YoY (ส่งออกไปตลาดออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ เม็กซิโก) 


ขณะที่ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ยังหดตัวต่อเนื่องที่ -10.6% YoY (ส่งออกไปตลาดอาเซียน สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป) เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์ และส่วนประกอบ หดตัว 13.6% YoY (ส่งออกไปตลาด สหรัฐฯ ญี่ปุ่น) 

รวม 9 เดือนแรก กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 8.4% YoY   

การส่งออกไปยังตลาดหลักขยายตัว 6.0% YoY โดยการส่งออกไป สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ขยายตัว 5.7% YoY,  10.3% YoY และ 2.1% YoY ตามลำดับ 

สำหรับตลาด ศักยภาพสูงขยายตัว 10.9% YoY จากการขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่องของตลาดจีนที่ 12.1% YoY เช่นเดียวกันกับการส่งออกไปตลาด CLMV และเอเชียใต้ที่ขยายตัวสูงถึง 13.9% YoY และ 34.6% YoY ตามลำดับ 

การนำเข้าพบว่าสินค้าที่ขยายตัวได้ดีคือสินค้าในกลุ่ม สินค้าทุนซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการนำเข้า 29.9% โดยสินค้าทุนรวมโต 11.87% YoY prev. 6.1% YoY รายสินค้าที่ขยายตัวโดดเด่นคือ คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน เครื่องมือด้านวิทยาศาสตร์ ขณะที่ สินค้าวัตถุดิบขยายตัวได้ใกล้เคียงเดือนก่อนหน้าที่ 13.05% YoY





Innovation

ประมูลโรงไฟฟ้าไฮบริดเดือด




คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ภายหลังเปิดให้ผู้สนใจยื่นเสนอขายไฟฟ้าในโครงการพลังงานหมุนเวียน SPP Hybrid Firm หรือการผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานเชื้อเพลิง ตั้งแต่ 1 ประเภทขึ้นไป ภายใต้อัตราค่าไฟฟ้าแบบ FIT (Feed in Tariff) ที่อัตรา 3.66 บาท/หน่วย โดยวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมาเป็นวันแรกที่เปิดให้ยื่นข้อเสนอ มีผู้สนใจเสนอขายไฟฟ้ารวม 25 โครงการ คิดเป็นปริมาณไฟฟ้าเสนอขาย 541.26 เมกะวัตต์ เกินจากเป้าหมายที่ประกาศรับซื้อเพียง 300 เมกะวัตต์ และคาดว่ายังมีผู้สนใจยื่นอีกจำนวนมากก่อนปิดรับวันที่ 20 ตุลาคมนี้

การที่ภาครัฐรับซื้อไฟฟ้าเพียง 300 เมกะวัตต์ ทำให้มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง คาดว่าจะมีผู้เสนอขายไฟฟ้ากว่า 150 บริษัท คิดเป็นไฟฟ้ามากกว่า 2,000 เมกะวัตต์

การจับคู่สามารถแบ่งได้ 3 รูปแบบ

  • กลุ่มพลังงานแสงอาทิตย์ รวมกับการใช้ระบบกักเก็บพลังงาน หรือแบตเตอรี่ (energy storage system) สามารถผลิตไฟฟ้าและจัดเก็บไว้ในแบตเตอรี่เพื่อส่งเข้าระบบในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งไม่สามารถผลิตไฟได้

  • กลุ่มไบโอก๊าซกับกลุ่มชีวมวล คาดว่าจะเป็นกลุ่มที่สามารถลดอัตราค่าไฟฟ้าได้ “ต่ำที่สุด” โดยเฉพาะหากจับคู่กับกลุ่มผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาล ที่มีจุดแข็งคือวัตถุดิบอยู่แล้ว และ

  • กลุ่มชีวมวลกับกลุ่มพลังงานแสงอาทิตย์ กลุ่มนี้น่าจะลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้ค่อนข้างมาก และใกล้เคียงกับกลุ่มที่ยื่นเสนอประเภทชีวมวลกับกับไบโอก๊าซ


  • ทั้งนี้ ช่วงที่เปิดให้ผู้สนใจยื่นเสนอขายไฟฟ้าตรวจสอบจุดเชื่อมโยงระบบส่งทั้ง 3 กิจการไฟฟ้า (กฟผ./กฟภ./กฟน.) ทั่วทุกภาคของประเทศ ปรากฏว่ามีผู้ขอลงทะเบียนมากกว่า 1,000 ราย แต่เมื่อ กกพ.ประเมินเบื้องต้นทางเทคนิคแล้ว มีเพียง 100 กว่ารายที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบสายส่งได้ คาดว่าผู้ที่ผ่านประเมินดังกล่าวจะเข้าประมูลเป็นส่วนใหญ่ด้วย เช่น กลุ่มบริษัท มิตรผล จำกัด อย่างไรก็ตาม กกพ.ได้กำหนดสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าจากการประมูลครั้งนี้เป็นรายภาค ทำให้การแข่งขันแตกต่างกันไป บางพื้นที่อยู่ที่ 1 : 5 บางพื้นที่อยู่ที่ 1 : 10 โดยเฉพาะพื้นที่มีโรงงานน้ำตาลการแข่งขันสูงมาก

    การเปิดรับซื้อไฟฟ้าครั้งนี้ใช้รูปแบบการประมูล (competitive bidding) โดย กกพ.ได้กำหนดราคากลางค่าไฟฟ้าไว้ที่ 3.66 บาท/หน่วย นั่นหมายถึงว่าผู้ยื่นเสนอขายไฟฟ้าจะต้องทำราคาค่าไฟฟ้าให้ต่ำกว่าราคากลาง “มากที่สุด” ซึ่งในแวดวงพลังงานทดแทนมีการประเมินจากศักยภาพจากเชื้อเพลิงพลังงานทดแทนทุกประเภทแล้วพบว่า กลุ่มชีวมวลน่าจะหั่นราคาค่าไฟฟ้าได้ถูกที่สุด 2.50-2.80 บาท/หน่วย สามารถแข่งขันกับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่อย่างเช่นโรงไฟฟ้าถ่านหินได้